<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Campaigne marketing Archives - The Wisdom Academy</title>
	<atom:link href="https://thewisdom.co/tag/campaigne-marketing/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thewisdom.co/tag/campaigne-marketing/</link>
	<description>Knowledge is power in this game of chance</description>
	<lastBuildDate>Thu, 17 Mar 2022 15:35:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/01/cropped-logo_new_design-32x32.png</url>
	<title>Campaigne marketing Archives - The Wisdom Academy</title>
	<link>https://thewisdom.co/tag/campaigne-marketing/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Content Marketing คืออะไร? ใช้อย่างไรให้เหมาะกับปี 2022 (พร้อมตัวอย่าง)</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/what-is-content-marketing/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/what-is-content-marketing/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[awanafan]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Aug 2021 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[Campaigne marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Content Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[digital marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Tips]]></category>
		<category><![CDATA[marketing strategy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25625</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในยุคที่โซเชียล มีเดียมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคบนโลกออนไลน์ ทำให้การแข่งขันการทำการตลาดรุนแรงและดุเดือดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น organic หรือ paid ก็ล้วนส่งผลต่อแบรนด์และสินค้าต่างๆ ทำให้ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างข้อได้เปรียบให้กับแบรนด์ได้ และพลาดไม่ได้เลย หากพูดถึงการตลาดบนโซเชียล มีเดีย แล้วจะไม่พูดถึงการทำ content marketing ที่กลายเป็นอาวุธสำคัญในยุคนี้ Content Marketing คืออะไร? Content Marketing คือ กลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นการสร้างสรรค์และนำเสนอสิ่งที่มี “คุณค่า” และสอดคล้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มลูกค้าไว้ตามจุดประสงค์ทางการตลาดต่างๆ เช่น การสร้างการรับรู้ การสร้างการมีส่วนร่วม การเพิ่มยอดขายออนไลน์ เป็นต้น และสุดท้าย Content Marketing มักจะเป็นสิ่งที่ทำเพื่อขับเคลื่อนองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ภาพลักษณ์, ความสัมพันธ์กับลูกค้า และกำไร Content Marketing สำคัญอย่างไร ทำไมจึงต้องทำ? Content กลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์หรือธุรกิจตอบคำถาม สื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างดี และสามารถสร้างความไว้วางใจ การเปลี่ยนแปลง และนำเสนอสิ่งที่แบรนด์ต้องการพูดออกไปได้ ในขณะเดียวกันกลุ่มเป้าหมายก็จะคาดหวังใน Content ที่มีคุณภาพ สม่ำเสมอ และตอบโจทย์ต่อความต้องการด้วยContent [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/what-is-content-marketing/">Content Marketing คืออะไร? ใช้อย่างไรให้เหมาะกับปี 2022 (พร้อมตัวอย่าง)</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในยุคที่โซเชียล มีเดียมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคบนโลกออนไลน์ ทำให้การแข่งขันการทำการตลาดรุนแรงและดุเดือดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น organic หรือ paid ก็ล้วนส่งผลต่อแบรนด์และสินค้าต่างๆ ทำให้ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างข้อได้เปรียบให้กับแบรนด์ได้ และพลาดไม่ได้เลย หากพูดถึงการตลาดบนโซเชียล มีเดีย แล้วจะไม่พูดถึงการทำ content marketing ที่กลายเป็นอาวุธสำคัญในยุคนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-content-marketing">Content Marketing คืออะไร?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">Content Marketing คือ กลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นการสร้างสรรค์และนำเสนอสิ่งที่มี “คุณค่า” และสอดคล้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มลูกค้าไว้ตามจุดประสงค์ทางการตลาดต่างๆ เช่น </p>



<ul class="wp-block-list"><li>การสร้างการรับรู้</li><li>การสร้างการมีส่วนร่วม</li><li>การเพิ่มยอด<a href="https://thewisdom.co/content/how-to-start-selling-online/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ขายออนไลน์</a></li></ul>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นต้น และสุดท้าย Content Marketing มักจะเป็นสิ่งที่ทำเพื่อขับเคลื่อนองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ภาพลักษณ์, ความสัมพันธ์กับลูกค้า และกำไร</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-content-marketing-1">Content Marketing สำคัญอย่างไร ทำไมจึงต้องทำ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">Content กลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์หรือธุรกิจตอบคำถาม สื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างดี และสามารถสร้างความไว้วางใจ การเปลี่ยนแปลง และนำเสนอสิ่งที่แบรนด์ต้องการพูดออกไปได้ ในขณะเดียวกันกลุ่มเป้าหมายก็จะคาดหวังใน Content ที่มีคุณภาพ สม่ำเสมอ และตอบโจทย์ต่อความต้องการด้วย<br>Content Marketing เรียกได้ว่าเป็น Pull Strategy ที่จะดึงลูกค้าเข้ามาสู่แบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และธุรกิจได้มากกว่า Push Strategy เพราะสามารถเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสม กลุ่มเป้าหมายชอบ ต้องการ และพึงพอใจได้ง่าย ซึ่งเป็น “กลยุทธ์เชิงรุก” ที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม และมีคุณค่ามากกว่านั่นเอง&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-content">ลักษณะของ Content ตามจุดประสงค์</h2>



<p class="wp-block-paragraph">การทำคอนเทนต์มีจุดมุ่งหมายหลักๆคือการสร้างให้เกิดการสื่อสารระหว่างกลุ่มเป้าหมายกับแบรนด์ โดยการสื่อสารด้วยสื่อลักษณะต่างๆ รวมไปถึงสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์นั้นๆ ซึ่งการทำคอนเทนต์สามารถแบ่งไป ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list"><li>คอนเทนต์เพื่อความบันเทิง หรือ Entertain Content เป็นคอนเทนต์ที่เกิดความสนุกสนาน เช่น เกมชิงรางวัล ถามตอบ ไวรัล หรือเป็นคอนเทนต์แนวสนุกสนาน มักจะใช้บน Social Media เช่น Facebook ทำให้เกิด engagement แบบ organic จำนวนมาก</li></ol>



<figure class="wp-block-gallery columns-3 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="1019" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169166-1024x1019.jpg" alt="" data-id="25627" data-full-url="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169166.jpg" data-link="https://thewisdom.co/?attachment_id=25627" class="wp-image-25627" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169166-1024x1019.jpg 1024w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169166-300x300.jpg 300w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169166-150x150.jpg 150w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169166-768x764.jpg 768w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169166.jpg 1208w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="1024" height="1021" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169168-1024x1021.jpg" alt="" data-id="25628" data-full-url="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169168.jpg" data-link="https://thewisdom.co/?attachment_id=25628" class="wp-image-25628" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169168-1024x1021.jpg 1024w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169168-300x300.jpg 300w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169168-150x150.jpg 150w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169168-768x766.jpg 768w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169168.jpg 1208w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169169-1-1024x1024.jpg" alt="" data-id="25629" data-full-url="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169169-1.jpg" data-link="https://thewisdom.co/?attachment_id=25629" class="wp-image-25629" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169169-1-1024x1024.jpg 1024w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169169-1-300x300.jpg 300w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169169-1-150x150.jpg 150w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169169-1-768x769.jpg 768w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/S__5169169-1.jpg 1199w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption">ตัวอย่างคอนเทนต์วันแม่จาก Pentel / MCdonald / MAEPRANOM</figcaption></figure>



<ol class="wp-block-list" start="2"><li>คอนเทนต์ให้เกิดแรงกระตุ้น หรือ Inspire Content เป็นคอนเทนต์ที่นิยมใช้นักแสดง ดารา ผู้มีอิทธิพล มารีวิวสินค้า เพื่อให้เกิดการรู้จัก และเกิดการซื้อได้อย่างรวดเร็ว</li></ol>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh3.googleusercontent.com/roHXmSucxT8At7XQTZB3GFCsyP8GBTUhcO87HLQKY-G7ctCzuoC4V13lHxtWXCKuxriELGMF-el-WB-EHWEj6pQtm6-qxV6rFXXD3iIrSzJkvXJR9lYcVZ15qGYTa0M_LR05ephc" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างคอนเทนต์ที่มีพรีเซนเตอร์ จาก <a href="https://asia.battlegrounds.pubg.com/en/" target="_blank" rel="noreferrer noopener nofollow">PubG</a></p>



<ol class="wp-block-list" start="3"><li>คอนเทนต์ความรู้ หรือ Educate Content เป็นคอนเทนต์ที่มีความหลากหลายมากไม่ว่าจะ VDO, Infographic, บทความฮาวทู, หรือรายงานผล ฯลฯ ซึ่งส่วนมากจะก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสินค้าหรือแบรนด์นั่นเอง</li></ol>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="512" height="640" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/230279315_2978698342365641_3787056301234806919_n.jpg" alt="" data-id="25630" data-full-url="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/230279315_2978698342365641_3787056301234806919_n.jpg" data-link="https://thewisdom.co/?attachment_id=25630" class="wp-image-25630" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/230279315_2978698342365641_3787056301234806919_n.jpg 512w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/230279315_2978698342365641_3787056301234806919_n-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="512" height="640" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/228011609_577042317039931_2807137431884032786_n.jpg" alt="" data-id="25631" data-full-url="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/228011609_577042317039931_2807137431884032786_n.jpg" data-link="https://thewisdom.co/?attachment_id=25631" class="wp-image-25631" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/228011609_577042317039931_2807137431884032786_n.jpg 512w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/228011609_577042317039931_2807137431884032786_n-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption"><strong> ตัวอย่างคอนเทนต์เชิงความรู้จาก Jones Salad และ Camel Tire </strong></figcaption></figure>



<ol class="wp-block-list" start="4"><li>คอนเทนต์โน้มน้าว หรือ Convince Content เป็นคอนเทนต์ที่หลายๆแบรนด์นิยมทำ เพราะเป็นการทำคอนเทนต์ทั่วไป เช่น ราคา โปรโมชั่น ลักษณะเด่นของสินค้า โฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เป็นต้น ซึ่งทุกๆแบรนด์มักจะมีเพื่อให้เกิดการแรงจูงใจในการซื้อนั่นเอง</li></ol>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="512" height="640" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/233064595_10158123343101245_99943010609559546_n.jpg" alt="" data-id="25632" data-full-url="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/233064595_10158123343101245_99943010609559546_n.jpg" data-link="https://thewisdom.co/?attachment_id=25632" class="wp-image-25632" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/233064595_10158123343101245_99943010609559546_n.jpg 512w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/233064595_10158123343101245_99943010609559546_n-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="512" height="640" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/234459200_4225554144166250_4399160915134916558_n.jpg" alt="" data-id="25633" data-full-url="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/234459200_4225554144166250_4399160915134916558_n.jpg" data-link="https://thewisdom.co/?attachment_id=25633" class="wp-image-25633" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/234459200_4225554144166250_4399160915134916558_n.jpg 512w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/08/234459200_4225554144166250_4399160915134916558_n-240x300.jpg 240w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></li></ul><figcaption class="blocks-gallery-caption"><strong> ตัวอย่างคอนเทนต์โน้มน้าว จาก Honda และ KFC </strong></figcaption></figure>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-content-1"><strong>Content มีกี่รูปแบบ? อะไรบ้าง?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ประเภทของคอนเทนต์มีหลากหลาย ซึ่งคอนเทนต์แต่ละประเภทเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสามารถใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งประเภทของการทำคอนเทนต์ที่นิยมใช้มากที่สุด มีดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list"><li>Blog Content (บล็อก) สำหรับธุรกิจแล้วการทำบล็อกโพสต์ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีข้อมูลมากๆ หรือต้องการความน่าเชื่อถือ และเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสื่อสารกับผู้ใช้อย่างสม่ำเสมอ<br><strong>ข้อดีของบล็อก : </strong>ใช้เวลาไม่นานในการสร้างคอนเทนต์ สามารถพบเจอได้ง่าย และง่ายในการบอกต่อหรือแบ่งปัน ถือเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำ และยังสามารถกระตุ้นการเข้ารับชมเว็บไซต์จำนวนมากได้ด้วย<br><strong>ข้อผิดพลาดในการทำบล็อกที่มักเจอบ่อยๆ : </strong>การไม่อัพเดตบล็อกเป็นประจำจะทำให้สูญเสียผู้เข้าชมได้ง่าย และหลายๆครั้งมักจะเจอการทำบล็อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การไม่มี CTA เพื่อสร้างโอกาสในการขาย เป็นต้น ทำให้การเขียนบล็อกไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ<br></li><li>Longform Content ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายต่อการสร้างสมาชิก และผู้เข้าใช้งาน โดยนิยมใส่คำว่า “สมัครรับข่าวสาร เราจะแจ้งให้คุณทราบเป็นคนแรกเมื่อมีเนื้อหาใหม่ๆมา” Longform Content ไม่ใช่แค่บทความสั้นๆ 1,000 คำเท่านั้น แต่จะมีมากถึง 5,000 &#8211; 15,000 คำ ประกอบด้วยหลายๆบท ที่เชื่อมกันไว้ด้วย URL ซึ่งเป็นเนื้อหาต่อเนื่องกัน และมีคุณค่าต่อผู้อ่าน จบครบในเว็บไซต์เดียวโดยไม่ต้องไปค้นหาเพิ่มเติม</li></ol>



<ol class="wp-block-list" start="3"><li>Case Study (กรณีศึกษา) เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมสถานการณ์หรือตัวอย่างในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ซึ่งให้ทั้งความรู้และข้อปฏิบัติ เต็มไปด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง และตรงไปตรงมา เป็นเนื้อหาที่มีอิทธิพลทางความคิด และเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถสร้างการแบ่งปันได้สูง&nbsp;<br><strong>ข้อผิดพลาดในการทำกรณีศึกษาที่มักเจอบ่อยๆ : </strong>การรายงานผลภาพรวมโดยไม่เจาะลึกถึงข้อมูลที่นำมาเผยแพร่ และไม่มีการตีความ ทำให้ผู้อ่านไม่สนใจ และไม่เห็นประโยชน์&nbsp;</li></ol>



<ol class="wp-block-list" start="4"><li>E-Book (หนังสืออิเล็กทรอนิกส์) สามาถใช้ดึงดูดนักอ่านได้อย่างต่อเนื่องและตลอด ถึงแม้จะใช้การลงทุนสูงและระยะเวลานานในการเขียนอีบุ๊ก แต่มักจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเพราะเป็น Evergreen Content ที่ช่วยสร้าง Conversion ได้อย่างยาวนาน การทำ E-book มีความยาวหน้าได้ตั้งแต่ 5-30 หน้า และเต็มไปด้วยข้อมูลที่เสนอวิธีแก้ปัญหาอย่างแท้จริง และโน้มน้าวให้ผู้คนหลงเชื่อได้</li></ol>



<ol class="wp-block-list" start="5"><li>Infographic Content (อินโฟกราฟิก) เป็นการสรุปข้อมูลจำนวนมากในภาพเดียว และเข้าใจง่าย มักจะเป็นคอนเทนต์ที่แสดงสถิติ ความแตกต่าง และกรณีศึกษา ที่มีความหลากหลายของข้อมูล นำมาเรียบเรียงให้อ่านง่าย ซึ่งข้อดีของคอนเทนต์ลักษณะนี้ง่ายต่อการแบ่งปัน และสร้างคุณค่าได้มาก</li></ol>



<ol class="wp-block-list" start="6"><li>Video Content (วีดีโอ) เป็นการทำคอนเทนต์แบบไดนามิก ที่สร้างผู้ชมได้มากกว่าอ่านข้อความ เนื้อหาการทำวีดีโอแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ ส่วนมากจะสร้างการมีส่วนร่วมและความเข้าใจได้มากกว่าคอนเทนต์อื่นๆทั่วไป เพราะเป็นการสรุปเนื้อหาต่างๆไว้ในวีดีโอ และยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเผยแพร่ แต่การทำคอนเทนต์วีดีโอที่ดีนั้น ควรรวมไปถึงการทำ CTA ในตอนสุดท้ายเพื่อให้เกิดการขยายความ และโน้มน้าวให้เกิดการกระทำต่อไปอีกด้วย</li></ol>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งสำคัญในการทำคอนเทนต์ คือ การวัดผลลัพธ์ในระยะยาว ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่เหมาะสมและจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้ เพราะการทำคอนเทนต์ก็ถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่จะสร้างภาพลักษณะและสร้างรายได้ให้กับแบรนด์ แต่ก็ยังใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ดังนั้น ควรจะประเมินถึงความคุ้มค่าในการทำคอนเทนต์ด้วย ไม่ว่าจะในเชิงสร้างการรับรู้ สร้างการมีส่วนร่วม และสร้าง conversion ก็ตาม</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/what-is-content-marketing/">Content Marketing คืออะไร? ใช้อย่างไรให้เหมาะกับปี 2022 (พร้อมตัวอย่าง)</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/what-is-content-marketing/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอน การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) ฉบับจับมือทำ!</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/market-segmentation/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/market-segmentation/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[awanafan]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2021 14:59:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[Campaigne marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Market Segmentation]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[การกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[การแบ่งส่วนตลาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25178</guid>

					<description><![CDATA[<p>การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าได้ โดยดูจากผู้ที่มีความสนใจ หรือผู้มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับการซื้อมากที่สุด ในการแบ่งส่วนตลาดมักจะแบ่งออกเป็นกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกัน และกำหนดตามคุณสมบัติอย่างน้อยหนึ่งอย่างเพื่อให้ใกล้เคียงกับผู้ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้ามากที่สุด  และช่วยให้กำหนด ทำความเข้าใจ ถึงลูกค้าในอุดมคติของแบรนด์มากขึ้น และสามารถระบุตลาดที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการได้&#160; ประเภทของการแบ่งส่วนตลาด การแบ่งส่วนตลาดและการกำหนดกลุ่มเป้าหมายต้องทำความเข้าใจว่า สินค้าและบริการตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งอาจจะระบุได้จากการทำวิจัยหรือข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้รับ การแบ่งส่วนทางภูมิศาสตร์ (Geographic Segmentation) แม้ว่าโดยทั่วไปเป็นกลุ่มประชากรที่ง่ายที่สุด เพราะสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันตามขอบเขตภูมิศาสตร์ เนื่องจากผู้ที่มีแนวโน้มเป็นลูกค้า จะมีความต้องการ ความชอบ และความสนใจ ที่แตกต่างกันออกไปตามภูมิศาสตร์ ทั้งสภาพอากาศ ท้องถิ่น และทำให้สามารถกำหนดตำแหน่งการทำกลยุทธ์และแคมเปญการตลาดต่างๆเพื่อต่อยอดธุรกิจได้ การแบ่งส่วนทางประชากร (Demographic Segmentation) ใช้การจัดเรียงตามข้อมูลทั่วไปของกลุ่มเป้าหมาย เช่น เพศ อายุ การศึกษา รายได้ อาชีพ ขนาดครอบครัว เชื้อชาติ สัญชาติ และอื่นๆ การแบ่งส่วนตลาดรูปแบบนี้จะทำให้เข้าถึงวิธีการซื้อ จำนวนการซื้อ และจำนวนเงินที่ยินดีจะจ่ายต่อสินค้าและผลิตภัณฑ์ การแบ่งส่วนทางองค์กร (Firmographic Segmentation) มีลักษณะคล้ายกับการแบ่งส่วนทางประชากร แต่แตกต่างตรงที่การแบ่งส่วนประชากรจะวิเคราะห์จากข้อมูลบุคคล แต่การแบ่งส่วนทางองค์กรจะวิเคราะห์ข้อมูลขององค์กร เช่น ขนาดองค์กร จำนวนพนักงาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/market-segmentation/">ขั้นตอน การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) ฉบับจับมือทำ!</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าได้ โดยดูจากผู้ที่มีความสนใจ หรือผู้มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับการซื้อมากที่สุด ในการแบ่งส่วนตลาดมักจะแบ่งออกเป็นกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกัน และกำหนดตามคุณสมบัติอย่างน้อยหนึ่งอย่างเพื่อให้ใกล้เคียงกับผู้ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้ามากที่สุด </p>



<p class="wp-block-paragraph">และช่วยให้กำหนด ทำความเข้าใจ ถึงลูกค้าในอุดมคติของแบรนด์มากขึ้น และสามารถระบุตลาดที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการได้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประเภทของการแบ่งส่วนตลาด</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การแบ่งส่วนตลาดและการกำหนดกลุ่มเป้าหมายต้องทำความเข้าใจว่า สินค้าและบริการตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งอาจจะระบุได้จากการทำวิจัยหรือข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้รับ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การแบ่งส่วนทางภูมิศาสตร์ (Geographic Segmentation)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้ว่าโดยทั่วไปเป็นกลุ่มประชากรที่ง่ายที่สุด เพราะสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันตามขอบเขตภูมิศาสตร์ เนื่องจากผู้ที่มีแนวโน้มเป็นลูกค้า จะมีความต้องการ ความชอบ และความสนใจ ที่แตกต่างกันออกไปตามภูมิศาสตร์ ทั้งสภาพอากาศ ท้องถิ่น และทำให้สามารถกำหนดตำแหน่งการทำกลยุทธ์และแคมเปญการตลาดต่างๆเพื่อต่อยอดธุรกิจได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การแบ่งส่วนทางประชากร (Demographic Segmentation)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ใช้การจัดเรียงตามข้อมูลทั่วไปของกลุ่มเป้าหมาย เช่น เพศ อายุ การศึกษา รายได้ อาชีพ ขนาดครอบครัว เชื้อชาติ สัญชาติ และอื่นๆ การแบ่งส่วนตลาดรูปแบบนี้จะทำให้เข้าถึงวิธีการซื้อ จำนวนการซื้อ และจำนวนเงินที่ยินดีจะจ่ายต่อสินค้าและผลิตภัณฑ์</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การแบ่งส่วนทางองค์กร (Firmographic Segmentation)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">มีลักษณะคล้ายกับการแบ่งส่วนทางประชากร แต่แตกต่างตรงที่การแบ่งส่วนประชากรจะวิเคราะห์จากข้อมูลบุคคล แต่การแบ่งส่วนทางองค์กรจะวิเคราะห์ข้อมูลขององค์กร เช่น ขนาดองค์กร จำนวนพนักงาน อุตสาหกรรม เป็นต้น วิธีนี้เหมาะสมกับสินค้าและบริการที่เน้น B2B เป็นส่วนใหญ่</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การแบ่งส่วนทางพฤติกรรม (Behavioural Segmentation)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ใช้การแบ่งตามพฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย เช่น สินค้าที่ซื้อเพื่อบริโภค ไลฟ์สไตล์ การใช้งาน ช่องทางการซื้อ เป็นต้น การแบ่งส่วนทางพฤติกรรมจะช่วยให้นักการตลาดสามารถพัฒนากลยุทธ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การแบ่งส่วนทางจิตวิทยา (Psychographic Segmentation)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การคำนึงถึงจิตวิทยาของผู้บริโภคตามไลฟ์สไตล์ บุคลิกภาพ แรงจูงใจ ค่านิยม ความคิด และความสนใจ จะช่วยให้สามารถจัดกลุ่มคนที่มีความสนใจหรือมีพฤติกรรมมีส่วนร่วมกับสินค้าได้มากที่สุด</p>



<h2 class="wp-block-heading">ขั้นตอนการแบ่งส่วนตลาด</h2>



<p class="has-medium-font-size wp-block-paragraph">1. <strong>ทำการวิจัยเบื้องต้น<br></strong>ทำความรู้จักกับกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการตั้งคำถามปลายเปิด หรือทำแบบสอบถามเพื่อทำการวิจัย<br><span style="text-decoration: underline"><a href="https://thewisdom.co/content/market-research/" class="rank-math-link">อ่าน ขั้นตอนการวิจัยทางการตลาด (Market Research) ฉบับจับมือทำ!</a></span></p>



<p class="has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>2. กำหนดวิธีแบ่งส่วนตลาด</strong><br>เลือกจากประเภทการแบ่งส่วนตลาด โดยอาจจะเริ่มจากวิธีที่ง่ายที่สุดอย่างภูมิศาสตร์ และประชากรศาสตร์ เพื่อศึกษาหาวิธีที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลักษณะที่กำหนด แล้วจึงเจาะลึกด้วยพฤติกรรม หรือจิตวิทยา</p>



<p class="has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>3. สร้างกลุ่มเป้าหมาย</strong><br>วิเคราะห์สินค้าและบริการ ว่าสามารถตอบสนองความต้องของกลุ่มเป้าหมายนั้นได้จริงหรือไม่ และนำไปพัฒนาสินค้าและบริการ และกลยุทธ์ทางการตลาด</p>



<p class="has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>4. ทำการทดสอบ และทำซ้ำอีกครั้ง<br></strong>ประเมินกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำให้แน่ใจว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีประโยชน์ และยังไม่เปิดการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา และทำการวิเคราะห์ซ้ำๆเรื่อยๆเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้เสมอ</p>



<h2 class="wp-block-heading">วิธีการวัดผลกลุ่มเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพ</h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สามารถวัดได้ </strong>หมายถึง ตัวแปรการแบ่งส่วนตลาดเกี่ยวข้องโดยตรงกับสินค้าและบริการ และสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมสำหรับสินค้าและบริการหากเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น การแบ่งส่วนตลาดพบกลุ่มที่มีพฤติกรรมซื้อสินค้าเฉพาะเมื่อมีการลดราคา หรือโปรโมชั่น ดังนั้น จึงต้องตอบสนองกลุ่มเหล่านี้ด้วยงบประมาณสำหรับการทำโปรโมชั่น เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สามารถเข้าถึงได้ </strong>หมายถึง การทำความเข้าใจตลาด และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นจากพฤติกรรม และบุคลิก เพื่อระบุวิธีที่ดีที่สุดในการตอบสนองความต้องการ ตัวอย่างเช่น การแบ่งส่วนตลาดพบกลุ่มที่สนใจโฆษณาจากหนังสือพิมพ์ และวิทยุ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้จึงต้องทำแคมเปญโฆษณา และทุ่มงบประมาณไปที่ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สามารถคงอยู่ได้</strong> หมายถึง ส่วนตลาดมีความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการนั้นๆจริงๆ ตัวอย่างเช่น การแบ่งส่วนตลาดพบกลุ่มที่กลุ่มที่เป็นพนักงานเงินเดือ 15,000 &#8211; 25,000 บาท หักค่าใช้จ่ายต่างๆ สามารถซื้อของใช้ฟุ่มเฟื่อยได้เดือนละ 3,000 บาท เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สามารถนำไปใช้ได้ </strong>หมายถึง การแบ่งส่วนตลาดสามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันเมื่อทำการซื้อขายในตลาด กับกลุ่มเป้าหมายที่มากกว่า 1 กลุ่ม ตัวอย่างเช่น การแบ่งส่วนตลาดพบกลุ่มที่รักสัตว์ ส่วนอีกกลุ่มรักสิ่งแวดล้อม ดังนั้น กลุ่มนี้อาจสามารถเสนอขายสินค้าและบริการชิ้นเดียวกันได้ เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">สรุป</p>



<p class="wp-block-paragraph">การแบ่งส่วนตลาดไม่ได้มีวิธีที่แน่นอน การทำตามขั้นตอนเหล่านี้ จะทำให้ทราบว่า การแบ่งส่วนตลาดตามประเภทต่างๆ จะทำให้ตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการสินค้าและบริการของเราได้อย่างแท้จริง และควรจะต้องทบทวน และวิเคราะห์ตามข้อมูลใหม่ๆเสมอ เพื่อให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโถค และตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กรด้วย</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/market-segmentation/">ขั้นตอน การแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) ฉบับจับมือทำ!</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/market-segmentation/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไอเดียการหา Unique Selling Point ให้ได้เปรียบคู่แข่งในตลาด</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/unique-selling-point/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/unique-selling-point/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[awanafan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Feb 2021 07:07:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[Campaigne marketing]]></category>
		<category><![CDATA[digital marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Product marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Unique Selling Points]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25170</guid>

					<description><![CDATA[<p>Unique Selling Points (USP) คือ ประโยชน์ที่สินค้าและบริการสามารถมอบให้กับผู้บริโภคได้ และมีความโดดเด่นมากกว่าคู่แข่ง หรือก็คือการกำหนดข้อแตกต่างของสินค้าและบริการที่ต่างจากคู่แข่งขัน หรือไม่มีในตลาด เช่น คุณภาพ ราคา วัตถุดิบ เป็นต้น  ข้อดีของการกำหนด Unique Selling Points (USP) คือ จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะในกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภค จะต้องมีการประเมินสินค้าและบริการซ้ำทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้า เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจผู้บริโภคมักจะจัดกลุ่มสินค้าและบริการ และวางตำแหน่งสินค้าตามที่ตนเองพึงพอใจ ด้วยจุดเด่น หรือจุดขายของแต่ละสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์ต่อความต้องการมากที่สุด เช่น การตัดสินใจซื้อรถยนต์มักจะจัดกลุ่มราคา และความปลอดภัยในการขับขี่ เป็นต้น วิธีการค้นหา Unique Selling Points (USP) 1. การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนา USP เริ่มต้นด้วยการรู้จักกลุ่มเป้าหมาย และเหตุผลที่เลือกซื้อสินค้าและบริการในตลาดที่เรากำลังดำเนินธุรกิจอยู่ และสำรวจว่าทำไมสินค้าและบริการเหล่านั้นถึงตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 2. ความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด สิ่งที่เชื่อว่าธุรกิจของเราโดดเด่นกว่าคู่แข่งขัน และทำได้ดีกว่า โดยการเปรียบเทียบจากรายชื่อคู่แข่งขันในตลาดว่าแบรนด์เหล่านั้นตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร และประเมินว่าสินค้าและบริการของเราตอบสนองความต้องการในตลาดได้หรือไม่? หรือมีสิ่งที่แตกต่างออกไปหรือไม่? สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงในการเข้าสู่ตลาดนั้นๆ 3. แนวโน้มของอุตสาหกรรม พิจารณาถึงโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/unique-selling-point/">ไอเดียการหา Unique Selling Point ให้ได้เปรียบคู่แข่งในตลาด</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">Unique Selling Points (USP) คือ ประโยชน์ที่สินค้าและบริการสามารถมอบให้กับผู้บริโภคได้ และมีความโดดเด่นมากกว่าคู่แข่ง หรือก็คือการกำหนดข้อแตกต่างของสินค้าและบริการที่ต่างจากคู่แข่งขัน หรือไม่มีในตลาด เช่น คุณภาพ ราคา วัตถุดิบ เป็นต้น </p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อดีของการกำหนด Unique Selling Points (USP) คือ จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะในกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภค จะต้องมีการประเมินสินค้าและบริการซ้ำทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้า เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจผู้บริโภคมักจะจัดกลุ่มสินค้าและบริการ และวางตำแหน่งสินค้าตามที่ตนเองพึงพอใจ ด้วยจุดเด่น หรือจุดขายของแต่ละสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์ต่อความต้องการมากที่สุด เช่น การตัดสินใจซื้อรถยนต์มักจะจัดกลุ่มราคา และความปลอดภัยในการขับขี่ เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วิธีการค้นหา Unique Selling Points (USP)</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">การพัฒนา USP เริ่มต้นด้วยการรู้จักกลุ่มเป้าหมาย และเหตุผลที่เลือกซื้อสินค้าและบริการในตลาดที่เรากำลังดำเนินธุรกิจอยู่ และสำรวจว่าทำไมสินค้าและบริการเหล่านั้นถึงตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่เชื่อว่าธุรกิจของเราโดดเด่นกว่าคู่แข่งขัน และทำได้ดีกว่า โดยการเปรียบเทียบจากรายชื่อคู่แข่งขันในตลาดว่าแบรนด์เหล่านั้นตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร และประเมินว่าสินค้าและบริการของเราตอบสนองความต้องการในตลาดได้หรือไม่? หรือมีสิ่งที่แตกต่างออกไปหรือไม่? สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงในการเข้าสู่ตลาดนั้นๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. แนวโน้มของอุตสาหกรรม</p>



<p class="wp-block-paragraph">พิจารณาถึงโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรม และความต้องการของผู้บริโภคว่ามีมากพอหรือไม่ หากมีสินค้าในตลาดอยู่ แต่ไม่มีความต้องการก็จะทำให้ธุรกิจไม่มียอดขาย ถึงแม้สินค้าและบริการจะมี USP ที่แตกต่างกว่าแบรนด์ของคู่แข่ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การทดสอบและปรับแต่ง Unique Selling Points (USP)</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong></strong>หากเราสามารถกำหนด USP ได้แล้ว แต่ยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่กำหนดชัดเจนพอ หรือมีความต้องการของผู้บริโภคจริงหรือไม่ ควรทำการทดสอบ และปรับปรุงจากผู้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในตลาด และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของสินค้าและบริการ ยกตัวอย่างเช่น</p>



<ul class="wp-block-list"><li>อุตสาหกรรมที่เรากำลังดำเนินกิจการ</li><li>กลุ่มเป้าหมายคือใคร</li><li>ประโยชน์ และสิ่งที่แตกต่างจากคู่แข่ง</li><li>สิ่งที่จะมอบให้ผู้บริโภค</li></ul>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วิธีการสื่อสาร Unique Selling Points (USP)</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การทำ USP ควรจะสามารถนำไปพัฒนากลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำเว็บไซต์ โลโก้ หรือแคมเปญโฆษณาบนออนไลน์ ควรจะมีความชัดเจนและมุ่งเน้นการนำเสนอจุดขายให้โดดเด่นและเป็นที่จดจำ หากจะสื่อสาร USP ควรมีจุดขายจุดเดียวของแต่ละสินค้าและบริการ เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และควรศึกษาและระมัดระวังการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มหรือคู่แข่งที่อาจจะทำให้จุดขายของเราดูด้อยลงไปอีกด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อควรระวังในการสร้าง Unique Selling Points (USP)</strong></h2>



<ol class="wp-block-list"><li>USP ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแตกต่างจากคู่แข่ง แต่ไม่ได้มีความต้องการในตลาด และไม่ใช้สิ่งที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญ และไม่ได้มีส่วนช่วยในการตัดสินใจซื้อ</li><li>USP เป็นประโยชน์ แต่เป็นสิ่งปกติที่แบรนด์อื่นๆในตลาดมีเหมือนกัน และกลุ่มเป้าหมายไม่ได้สนใจว่าสิ่งนี้คือจุดขาย แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สินค้าและบริการต้องมีอยู่แล้ว</li><li>USP มีความคล้ายคลึงกับคู่แข่งในสายตาผู้บริโภค และสามารถใช้ทดแทนกันได้</li></ol>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตัวอย่าง Unique Selling Points (USP)</strong></h2>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/Unique-Selling-Point-4-960x600-1.jpg" alt="" class="wp-image-25171" width="1013" height="633" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/Unique-Selling-Point-4-960x600-1.jpg 960w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/Unique-Selling-Point-4-960x600-1-300x188.jpg 300w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/Unique-Selling-Point-4-960x600-1-768x480.jpg 768w" sizes="(max-width: 1013px) 100vw, 1013px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดขายของแบรนด์ Starbucks&nbsp;</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">การเริ่มต้นจากร้านกาแฟเล็กๆ ในวอร์ชิงตัน ทำให้ Starbucks กลายเป็นแบรนด์กาแฟที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก ด้วยนิยามที่เป็นเอกลักษณ์ “Love your beverage or let us know. We’ll always make it right”. และกลายเป็นจุดขายที่คนจดจำมากที่สุดในทุกวันนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">แบรนด์ Starbucks ไม่ได้กำหนดตัวเองว่าเป็นกาแฟที่ราคาถูกและหรูหรา แต่มุ่งเน้นการเจาะลึกไปถึงความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบกาแฟทั้งหมด นั่นคือ การค้นหาเครื่องดื่มที่สมบูรณ์แบบ และการสร้างมาตรฐานของสินค้าและบริการในทุกๆสาขาได้เหมือนกัน ทำให้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แบรนด์อื่นๆไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/3844381.jpg" alt="" class="wp-image-25172" width="1014" height="456" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/3844381.jpg 540w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/3844381-300x135.jpg 300w" sizes="(max-width: 1014px) 100vw, 1014px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดขายของแบรนด์ TOMS</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">รองเท้า TOMS มีเอกลักษณ์คือเป็น “รองเท้าที่มีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ในราคาถูก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”&nbsp; แต่สิ่งเรานี้สร้างความแตกต่างได้ด้วยการทำการสื่อสารที่ดีมากๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดรองเท้า ด้วยการบริจาครองเท้าให้กับเด็กๆที่ต้องการรองเท้าอย่างแท้จริง ในแคมเปญ “One for One” ทำให้ประสบความสำเร็จด้วยพันธกิจและวิสัยทัศน์ที่มีจริยธรรมต่อสังคม ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากถึง 625 ล้านดอลล่าร์ และสามารถขายสินค้าและบริการไปเป็นผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เสริมแว่นตา และกาแฟ ภายใน USP เดียวกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/document_4368_p3_20190315135613.jpg" alt="" class="wp-image-25173" width="1013" height="582" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/document_4368_p3_20190315135613.jpg 616w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/document_4368_p3_20190315135613-300x172.jpg 300w" sizes="(max-width: 1013px) 100vw, 1013px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จุดขายของแบรนด์ Domino’s Pizza</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">“Get fresh, hot pizza delivered to your door in 30 minutes or less or it’s free” คือ แคมเปญที่ได้รับความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่แนวคิดใหม่ และเป็นสิ่งที่คู่แข่งในตลาดทำกันมากมาย แต่การรับประกัน 30 นาทีที่โดดเด่นในวงการส่งอาหารเดลิเวอรี่ ซึ่งโดยปกติการส่งพิซซ่าจะอยู่ที่ 45 นาที และการสื่อสารไม่ใช่เพียงแค่การรับประกันด้วยเวลาเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนด้วยการรับพิซซ่าฟรี หากเกินเวลา ทำให้กลายเป็นแคมเปญที่โดดเด่น และทำให้โดมิโน พิซซ่า กลายเป็นแบรนด์พิซซ่ายอดฮิตอีกหนึ่งแบรนด์</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/unique-selling-point/">ไอเดียการหา Unique Selling Point ให้ได้เปรียบคู่แข่งในตลาด</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/unique-selling-point/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
