<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>target market Archives - The Wisdom Academy</title>
	<atom:link href="https://thewisdom.co/tag/target-market/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thewisdom.co/tag/target-market/</link>
	<description>Knowledge is power in this game of chance</description>
	<lastBuildDate>Thu, 12 Aug 2021 19:39:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.3</generator>

<image>
	<url>https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/01/cropped-logo_new_design-32x32.png</url>
	<title>target market Archives - The Wisdom Academy</title>
	<link>https://thewisdom.co/tag/target-market/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ออกแบบ Customer Journey อย่างไรให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้!</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/create-customer-journey/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/create-customer-journey/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[awanafan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Feb 2021 05:03:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[customer journey]]></category>
		<category><![CDATA[customer persona]]></category>
		<category><![CDATA[digital marketing]]></category>
		<category><![CDATA[target market]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25161</guid>

					<description><![CDATA[<p>Customer Journey คือ เส้นทางของผู้บริโภคตั้งแต่ก่อนจะเป็นลูกค้า จนกระทั้งตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงกลับมาซื้อสินค้าและบริการนั้นซ้ำๆ ธุรกิจสามารถนำไปใช้ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า และวางแผนการตลาด หากลยุทธ์ต่างๆ เพื่อช่วยการตัดสินใจของลูกค้า และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อ ด้วยความต้องการ หรือ pain points ประโยชน์ของการทำ Customer Journey สามารถทำการตลาดแบบ inbound marketing โดยการสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อลูกค้าที่มีโอกาสในการซื้อสูง และขายสินค้าในภายหลัง สามารถสร้างฐานลูกค้าใหม่ จากการค้นหาความต้องการและ pain points ของลูกค้า ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงได้ สามารถวางแผนกลยุทธ์การบริการลูกค้า และเข้าแทรกแซงได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ให้กับผู้ซื้อได้ สามารถสร้างกลยุทธ์การรักษาฐานลูกค้าเดิม ด้วยการตอบสนองความต้องการ แก้ไข pain points และนำมาปรับปรุงสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นได้ ทำให้บุคคลในองค์กรมีความเข้าใจ และมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเดียวกัน และสามารถสร้างแผนการตลาด และการขายให้มีเป้าหมายเดียวกันได้ Customer Journey ประกอบด้วยอะไรบ้าง?รูปแบบการทำ Customer Journey สามารถทำได้หลายแบบ รูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ การรับรู้ (Awareness)การสร้างการรับรู้ คือ การที่กลุ่มเป้าหมาย มีความต้องการ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/create-customer-journey/">ออกแบบ Customer Journey อย่างไรให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้!</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">Customer Journey คือ เส้นทางของผู้บริโภคตั้งแต่ก่อนจะเป็นลูกค้า จนกระทั้งตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงกลับมาซื้อสินค้าและบริการนั้นซ้ำๆ ธุรกิจสามารถนำไปใช้ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า และวางแผนการตลาด หากลยุทธ์ต่างๆ เพื่อช่วยการตัดสินใจของลูกค้า และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อ ด้วยความต้องการ หรือ pain points</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประโยชน์ของการทำ Customer Journey</strong></h2>



<ol class="wp-block-list"><li>สามารถทำการตลาดแบบ inbound marketing โดยการสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อลูกค้าที่มีโอกาสในการซื้อสูง และขายสินค้าในภายหลัง</li><li>สามารถสร้างฐานลูกค้าใหม่ จากการค้นหาความต้องการและ pain points ของลูกค้า ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงได้</li><li>สามารถวางแผนกลยุทธ์การบริการลูกค้า และเข้าแทรกแซงได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ให้กับผู้ซื้อได้</li><li>สามารถสร้างกลยุทธ์การรักษาฐานลูกค้าเดิม ด้วยการตอบสนองความต้องการ แก้ไข pain points และนำมาปรับปรุงสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นได้</li><li>ทำให้บุคคลในองค์กรมีความเข้าใจ และมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเดียวกัน และสามารถสร้างแผนการตลาด และการขายให้มีเป้าหมายเดียวกันได้</li></ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Customer Journey ประกอบด้วยอะไรบ้าง?<br></strong>รูปแบบการทำ Customer Journey สามารถทำได้หลายแบบ รูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ </p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/customer-journey-map-concept_23-2148564698.jpg" alt="" class="wp-image-25162" width="1014" height="675" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/customer-journey-map-concept_23-2148564698.jpg 626w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/customer-journey-map-concept_23-2148564698-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 1014px) 100vw, 1014px" /></figure>



<ol class="wp-block-list"><li>การรับรู้ (Awareness)<br>การสร้างการรับรู้ คือ การที่กลุ่มเป้าหมาย มีความต้องการ (Needs) และจุดเจ็บปวด (Pain Points) แล้วต้องการสินค้าและบริการเพื่อไปตอบสนองความต้องการ หรือแก้ไข Pain Points นั้น ทำให้เกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจในการสร้างสินค้าและบริการเพื่อเข้าไปสร้างความประทับใจแรกให้กับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ด้วยการโฆษณาตามสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ป้ายโฆษณา โฆษณาบนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มเป็นต้น เพื่อให้เข้าถึงผู้คนจำนวนมากและกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ว่าต้องการสินค้าหรือบริการนั้น<br>ปัจจุบันการสร้างการรับรู้บนช่องทางออนไลน์นิยมกันมาก เช่น Facebook, Twitter, Google Ads (Google AdWords), Banner หรือลงบทความ Advertorial, การทำ Email Marketing, การสร้างคอนเทนต์ เพื่อดึงดูดความสนใจพร้อมเพิ่มความตระหนักว่าสินค้าหรือบริการของเรามีความสำคัญอย่างไร? ทำไมต้องมี? ซึ่งก่อนจะสร้างโฆษณาหรือคอนเทนต์ เราต้องศึกษาข้อมูลด้วยว่า กลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร และนิยมใช้แพลตฟอร์มแบบไหน</li><li>การพิจารณา (Consideration)<br>ก่อนที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าหรือบริการสักอย่าง มักจะทำการค้นหาข้อมูล รายละเอียดต่างๆ รีวิวการใช้จริง การเปรียบเทียบกับผู้ขายรายอื่นๆ และทางเลือกใดดีที่สุด<br>วิธีการทำให้สินค้าและบริการของเราน่าเชื่อถือ และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด คือ การใส่ข้อมูลของสินค้าให้ครบถ้วน และสร้างคอนเทนต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับประโยชน์ ประกอบการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น หรือการใช้ Influencer มาแนะนำหรือรีวิวการใช้สินค้าและบริการ</li><li>การซื้อสินค้าหรือบริการ (Acquisition)<br>เมื่อลูกค้าตัดสินใจได้แล้วก็มาสู่การสั่งซื้อด้วยวิธีการต่างๆ โดยเราสามารถดูได้ว่าช่องทางไหนได้รับความนิยมและสร้างยอดขายได้มากที่สุด โดยสามารถเป็นได้ทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ หากไม่แน่ใจว่าจะลงขายสินค้าที่ไหนควรดูจาก Customer Journey เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามความต้องการที่สุด</li><li>การบริการหลังการขาย (Service)<br>เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว สิ่งที่ควรทำให้ลูกค้าได้รับคือ ประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งาน ไว้ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพ ผลลัพธ์ที่ได้หรือความพึงพอใจ รวมถึงบริการหลังการขายที่ดี ซึ่งไม่ว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์แบบไหนก็สามารถทำให้เกิดการบอกต่อได้ ทั้งการแนะนำคนรู้จัก การเขียนรีวิวในอินเทอร์เน็ต ซึ่งความเห็นที่ดีนั้นก็จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ และยังช่วยในขั้นตอนการพิจารณาของกลุ่มเป้าหมายอื่นๆได้อีกด้วย</li><li>การกลับมาซื้อซ้ำ (Loyalty)<br>ความพึงพอใจในสินค้าและบริการ เป็นสิ่งที่จะนำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้อีก หากมีสินค้าและบริการที่ดีอยู่แล้ว การเพิ่มการส่งเสริมการตลาดก็จะยิ่งช่วยให้เกิดการกลับมาซื้อมากขึ้น เช่น การทำโปรโมชั่น หรือการทำช่องทางติดตามข่าวสารไว้บนโซเชียลมีเดีย เป็นต้น รวมถึงช่องทางติดต่อให้บริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าติดต่อได้สะดวก หรือทำการกระตุ้นการกลับมาซื้อซ้ำได้ด้วยส่วนลด สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเก่าได้ด้วย</li></ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>รูปแบบการทำ Customer Journey แบบอื่นๆ</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="626" height="476" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/graphic-presentation-customer-journey_124507-6163.jpg" alt="" class="wp-image-25163" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/graphic-presentation-customer-journey_124507-6163.jpg 626w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/graphic-presentation-customer-journey_124507-6163-300x228.jpg 300w" sizes="(max-width: 626px) 100vw, 626px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="626" height="417" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/customer-journey-map-infographic-collection_23-2148559498.jpg" alt="" class="wp-image-25164" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/customer-journey-map-infographic-collection_23-2148559498.jpg 626w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/customer-journey-map-infographic-collection_23-2148559498-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 626px) 100vw, 626px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="626" height="484" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/digital-marketing-funnel-infographic-customer-journey_35632-134.jpg" alt="" class="wp-image-25165" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/digital-marketing-funnel-infographic-customer-journey_35632-134.jpg 626w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/digital-marketing-funnel-infographic-customer-journey_35632-134-300x232.jpg 300w" sizes="(max-width: 626px) 100vw, 626px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="626" height="476" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/template-customer-journey_124507-6161.jpg" alt="" class="wp-image-25167" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/template-customer-journey_124507-6161.jpg 626w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/02/template-customer-journey_124507-6161-300x228.jpg 300w" sizes="(max-width: 626px) 100vw, 626px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิธีการสร้าง Customer Journey</strong></p>



<ol class="wp-block-list"><li>กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน<br>ก่อนการสร้าง customer journey ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้าง เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นส่วนที่ช่วยเตือนให้กำหนดทิศทางของการทำ customer journey</li><li>กำหนด Personas และ Goals ของกลุ่มเป้าหมาย<br>การรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดด้วยแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์ เพื่อให้สามารถระบุบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจริงๆได้ อาจจะมาจากผู้ที่เคยซื้อสินค้าจริง หรือผู้ที่สนใจสินค้าและบริการ</li><li>จำกัดกลุ่มเป้าหมายให้แคบลง<br>การเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายด้วยแบบสอบถามจะทำให้รู้ว่าลูกค้าของเรามีอะไรบ้างที่เหมือนกัน และเลือกเป้าหมาย 1 &#8211; 2 คน นำมาสร้าง Customer Journey ที่สามารถติดตามประสบการณ์ของลูกค้า ได้เฉพาะเจาะจง</li><li>ค้นหา Touch Points<br>ควรทำความเข้าใจว่าลูกค้าจะเข้าถึงสินค้าและบริการของเราได้อย่างไรบ้างในหนึ่งวัน ตั้งแต่การรับรู้ การพิจารณา การซื้อ การบริการหลังการขาย และการกลับมาซื้อซ้ำ หากพบว่าลูกค้ามี Touch points น้อยกว่าที่คาดไว้ ควรเพิ่มช่องทางและหาแนวทางที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเจอสินค้าและบริการของเราได้มากขึ้น</li><li>ระบุ Pain Points ของกลุ่มเป้าหมาย<br>การรวบรวมข้อมูลที่มีทั้งหมดมาเพื่อค้นหา Pain Points หรือสิ่งที่เป็นอุปสรรคของ Customer Journey เพื่อหาว่าอะไรที่ทำให้สินค้าและบริการไม่น่าสนใจ หรือไม่ซื้อ</li><li>ทำการจัดลำดับความสำคัญและแก้ไขเส้นทางที่เป็นอุปสรรค<br>หากสามารถกำหนด Pain Points ของลูกค้า ได้ ก็จะสามารถกำหนดเส้นทางของสินค้าและบริการได้ และควรหาเส้นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการนำเสนอสินค้าและบริการเพื่อให้เกิดยอดขายได้จริง แล้วสร้างกลยุทธ์และวางแผนการตลาดเพื่อให้เข้าถึงสิ่งที่ลูกค้าสนใจและมีส่วนร่วมกับสินค้าและบริการของเราได้มากที่สุด</li></ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สรุป</strong><br>เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการของเราได้มากที่สุด เราควรต้องทำ Customer Journey เพื่อนำมาใช้วางแผน และสร้างกลยุทธ์การตลาดเพื่อหาวิธีที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และตอบสนองความต้องการ แก้ไข Pain Points ได้ดีที่สุด รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้เกิดการบอกต่อ การซื้อซ้ำ และเกิดการซื้อซ้ำในอนาคต</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/create-customer-journey/">ออกแบบ Customer Journey อย่างไรให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้!</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/create-customer-journey/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 เทคนิค เลือกกลุ่มเป้าหมาย ทางการตลาด (Target Market) ให้ขายได้</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/5-conditions-to-defined-target-market/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/5-conditions-to-defined-target-market/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[awanafan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Feb 2021 05:59:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[Business Strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Segmentation]]></category>
		<category><![CDATA[target market]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25142</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายๆธุรกิจที่ไม่กำหนด กลุ่มเป้าหมาย (Tarket Market) หรือกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่กว้างเกินไป มักจะเสียโอกาสและใช้เงินลงทุนโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อพิจารณาถึงสถานีของเศรษฐกิจในปัจจุบัน การมีกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่กำหนดไว้มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่มีใครสามารถกำหนดเป้าหมายเป็นทุกๆคนในตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ก็ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในตลาดเท่านั้น เพราะการกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดนอกจากจะยกเว้นผู้ที่ไม่เหมาะสมกับเกณฑ์ที่ธุรกิจกำหนดไว้แล้ว ยังเป็นการกำหนดเพื่อมุ่งเน้นมูลค่าของตลาด สินค้าและบริการในตลาด การสื่อสาร และกลยทธ์ทางการตลาด ที่จะสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคต กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด คืออะไร? กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด (Target Market) คือ กลุ่มผู้มีโอกาสจะเป็นลูกค้า ซึ่งเราต้องการขายสินค้าหรือบริการไปยังคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ การระบุว่าใครคือลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ โดยปกติแล้วจะกำหนดได้ด้วยข้อมูลประชากร เช่น อายุ, เพศ, ที่อยู่, ระดับรายได้, และไลฟ์สไตล์ วิธีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การใช้กลยุทธ์ STP – Segment, Target, Position เริ่มต้นจากการแบ่ง Segment การแบ่งตลาดออกเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่มีลักษณะเฉพาะ วิธีที่พบบ่อยที่สุด คือ การแบ่งข้อมูลตามประชากรศาสตร์, จิตวิทยา, ภูมิศาสตร์, และพฤติกรรม จากนั้นนำไปวิเคราะห์ Target [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/5-conditions-to-defined-target-market/">5 เทคนิค เลือกกลุ่มเป้าหมาย ทางการตลาด (Target Market) ให้ขายได้</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">หลายๆธุรกิจที่ไม่กำหนด กลุ่มเป้าหมาย (Tarket Market) หรือกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่กว้างเกินไป มักจะเสียโอกาสและใช้เงินลงทุนโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อพิจารณาถึงสถานีของเศรษฐกิจในปัจจุบัน การมีกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่กำหนดไว้มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่มีใครสามารถกำหนดเป้าหมายเป็นทุกๆคนในตลาดได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ก็ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในตลาดเท่านั้น เพราะการกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดนอกจากจะยกเว้นผู้ที่ไม่เหมาะสมกับเกณฑ์ที่ธุรกิจกำหนดไว้แล้ว ยังเป็นการกำหนดเพื่อมุ่งเน้นมูลค่าของตลาด สินค้าและบริการในตลาด การสื่อสาร และกลยทธ์ทางการตลาด ที่จะสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคต</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-">กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด คืออะไร?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด (Target Market) คือ กลุ่มผู้มีโอกาสจะเป็นลูกค้า ซึ่งเราต้องการขายสินค้าหรือบริการไปยังคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ การระบุว่าใครคือลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ โดยปกติแล้วจะกำหนดได้ด้วยข้อมูลประชากร เช่น อายุ, เพศ, ที่อยู่, ระดับรายได้, และไลฟ์สไตล์</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="h--1">วิธีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย</h3>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การใช้กลยุทธ์ STP – Segment, Target, Position</p>



<p class="wp-block-paragraph">เริ่มต้นจากการแบ่ง Segment การแบ่งตลาดออกเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่มีลักษณะเฉพาะ วิธีที่พบบ่อยที่สุด คือ การแบ่งข้อมูลตามประชากรศาสตร์, จิตวิทยา, ภูมิศาสตร์, และพฤติกรรม จากนั้นนำไปวิเคราะห์ Target นำข้อมูลจาก Segment มาวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายไหนคือกลุ่มที่ดี่สุดในปัจจุบัน และสามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของเราได้ สุดท้ายPositioning คือ วิธีการที่เราเลือกวางตำแหน่งสินค้าและบริการของเรา โดยจำกัดขอบเขตให้แคบลง ระบุด้วยข้อดีข้อเสียของแต่ละกลุ่ม และนำมาวางแผนการตลาด และออกแบบวิธีที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทำได้อย่างไร และที่ไหน</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="h--2">เงื่อนไขที่ต้องใช้ในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย</h2>



<h3 class="wp-block-heading" id="h-1">1. <strong>ฐานลูกค้าปัจจุบัน</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">การเริ่มต้นขายสินค้า มักจะมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว จึงควรที่จะศึกษาหาข้อมูลโดยเริ่มจาก ฐานลูกค้าปัจจุบัน ว่าเพราะอไรลูกค้ากลุ่มนี้ถึงสนใจ และสาเหตุที่ผลิตภัณฑ์ของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มนี้ได้ และกลุ่มเป้าหมายในลักษณะใดที่สามารสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจวิธีการตอบสนองลูกค้าปัจจุบัน และนำไปขยายฐานลูกค้าได้ในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="h-2">2. <strong>การแบ่งส่วนตลาด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">การดูเปอร์เซ็นต์ยอดขายทั้งหมดในอุตสาหกรรม ซึ่งคำนวนจากยอดขายของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถดูการแข่งขันในตลาดได้ เพราะมีข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงอย่างประเทศ, คู่แข่งขัน, รายได้ ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้คาดการณ์ความรุนแรงในการแข่งขัน อำนาจในการซื้อของผู้บริโภค และอำนาจในการขายของผู้ประกอบการ ซึ่งจะสามารถคาดการณ์ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายในตลาดนี้เหมาะสมกับสินค้าของเราหรือไม่ และเราสามารถทำธุรกิจในอุตสากรรมนี้โดยใช้กลุ่มเป้าหมายเดียวกันได้หรือไม่</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="h-3">3. <strong>ขนาดกลุ่มเป้าหมาย</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">จำนวนผู้ทีมีแนวโน้มซื้อสินค้าและบริการที่มีศักยภาพในตลาด โดยการคำนวนต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ประเมินความสนใจโดยดูจากยอดขายและ<a href="https://thewisdom.co/content/market-segmentation/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การแบ่งส่วนตลาด</a>มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล จะทำให้ประมาณขนาดของกลุ่มเป้าหมายได้ อาจจะใช้การวิจัยทางการตลาดเข้ามาช่วยในการประเมิน ก็จะทำให้คาดการณ์แนวโน้มของปริมาณผู้ที่จะซื้อสินค้าและบริการที่คล้ายคลึงกันภายใน 1-2 ปีนั้นอย่างไรบ้าง ทำให้สามารถประเมินยอดขายและผลกำไรของสินค้าและบริการได้ ซึ่งเป็นส่วนช่วยในการตัดสินใจลงทุน และการวางแผนทางการตลาดได้</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="h-4">4. <strong>จุดแข็งของสินค้าหรือบริการ</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">การมองหากลุ่มเป้าหมาย ต้องทบทวนสินค้าหรือบริการของธุรกิจ เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการดึงดูดลูกค้าใหม่ หรือดูว่าสินค้าหรือบริการที่มีตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้หรือไม่ ซึ่งจะทำให้รับรู้ได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราคืออะไร กลุ่มเป้าหมายคาดหวังจะได้รับอะไร รวมไปถึงความพึงพอใจต่อสินค้าหรือบริการ และทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำการตลาดกับผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าได้อย่างไร</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="h-5">5. <strong>การประเมินการตัดสินใจ</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อได้กำหนดหรือตัดสินใจเลือกกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดกลุ่มหนุ่งไปแล้ว ควรพิจาณาถึงผลที่จะตามมาด้วยทุกครั้ง ด้วยการพิจารณาจากคำถามเหล่านี้</p>



<ul class="wp-block-list"><li>คนที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการของเรามีเพียงพอหรือไม่?</li><li>กลุ่มเป้าหมายจะได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการของเราจริงหรือไม่? หรือมีความจำเป็นมากเพียงพอหรือไม่?</li><li>แรงจูงใจ หรือแรงผลักดันจากกลยุทธ์ทางการตลาด หรือสินค้าและบริการมีเพียงพอให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อหรือไม่?</li><li>กลุ่มเป้าหมายมีศักยภาพเพียงพอที่จะซื้อสินค้าและบริการได้จริงหรือไม่?</li><li>วิธีการที่จะเข้าถึง และสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายเป็นไปได้หรือไม่?</li></ul>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อรู้แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของเราเป็นใคร จะทำให้เราเข้าใจได้ง่ายมากว่า ทิศทางของธุรกิจจะเป็นไปในทางใด จะสามารถสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร ทำให้สามารถกำหนดได้เฉพาะเจาะจง ช่วยประหยัดต้นทุน เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/5-conditions-to-defined-target-market/">5 เทคนิค เลือกกลุ่มเป้าหมาย ทางการตลาด (Target Market) ให้ขายได้</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/5-conditions-to-defined-target-market/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอน วิจัยทางการตลาด (Market Research) ฉบับจับมือทำ!</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/market-research/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/market-research/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[awanafan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Feb 2021 03:48:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[Customer Segment]]></category>
		<category><![CDATA[target market]]></category>
		<category><![CDATA[การวิจัยตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[นักการตลาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25128</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขั้นตอนการ วิจัยทางการตลาด (Market Research เป็นหนึ่งในขั้นตอนการทำ การตลาด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจควรมี เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจนั้นๆเติบโต แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทำการตลาดแบบไหนถึงจะออกมาดี…วันนี้ The Wisdom มีคำตอบมาฝากกัน… อย่างที่รู้กันดีว่า การทำการตลาดคือการพาตัวเองไปเจอลูกค้าใหม่ๆ หรือรักษาฐานลูกค้าเดิม สิ่งแรกที่ควรทำคือ การรู้จักตลาดและความต้องการของตลาด แต่นักการตลาดก็มักจะไม่มีเวลาว่างไปทำสิ่งนั้นๆ ดังนั้น การทำวิจัยทางการตลาด (Market Research) ก็จะช่วยให้นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจได้ การวิจัยทางการตลาด (Market Research) คืออะไร? วิจัยตลาด คือ กระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บริโภค เพื่อให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้สร้างโอกาสและกลยุทธ์ทางการตลาด และยังทำให้รู้ความเคลื่อนไหวในแวดวงธุรกิจ เช่น การทำโฆษณา การแบ่งส่วนตลาด การส่งเสริมการตลาด และการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้เรารู้ว่าลูกค้าซื้อสินค้าและบริการที่ไหนและซื้ออย่างไร ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกและตัดสินใจซื้อของลูกค้า เหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ลูกค้าซื้อและไม่ซื้อสินค้าและบริการแต่ละอย่าง ทำให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อตอบสนองปัจจัยที่กลุ่มเป้าหมายต้องการได้ ประเภทของการเก็บข้อมูลการวิจัยทางการตลาด วิจัยทางการตลาด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิจัยปฐมภูมิ และวิจัยทุติยภูมิ 1. วิจัยปฐมภูมิ (Primary research) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/market-research/">ขั้นตอน วิจัยทางการตลาด (Market Research) ฉบับจับมือทำ!</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ขั้นตอนการ วิจัยทางการตลาด (Market Research เป็นหนึ่งในขั้นตอนการทำ การตลาด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจควรมี เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจนั้นๆเติบโต แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทำการตลาดแบบไหนถึงจะออกมาดี…วันนี้ The Wisdom มีคำตอบมาฝากกัน…</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างที่รู้กันดีว่า การทำการตลาดคือการพาตัวเองไปเจอลูกค้าใหม่ๆ หรือรักษาฐานลูกค้าเดิม สิ่งแรกที่ควรทำคือ การรู้จักตลาดและความต้องการของตลาด แต่นักการตลาดก็มักจะไม่มีเวลาว่างไปทำสิ่งนั้นๆ ดังนั้น การทำวิจัยทางการตลาด (Market Research) ก็จะช่วยให้นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การวิจัยทางการตลาด (Market Research) คืออะไร?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">วิจัยตลาด คือ กระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บริโภค เพื่อให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้สร้างโอกาสและกลยุทธ์ทางการตลาด และยังทำให้รู้ความเคลื่อนไหวในแวดวงธุรกิจ เช่น การทำโฆษณา การแบ่งส่วนตลาด การส่งเสริมการตลาด และการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้เรารู้ว่าลูกค้าซื้อสินค้าและบริการที่ไหนและซื้ออย่างไร ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกและตัดสินใจซื้อของลูกค้า เหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ลูกค้าซื้อและไม่ซื้อสินค้าและบริการแต่ละอย่าง ทำให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อตอบสนองปัจจัยที่กลุ่มเป้าหมายต้องการได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประเภทของการเก็บข้อมูลการวิจัยทางการตลาด</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">วิจัยทางการตลาด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิจัยปฐมภูมิ และวิจัยทุติยภูมิ</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. วิจัยปฐมภูมิ (Primary research)</h3>



<p class="wp-block-paragraph">การเก็บข้อมูลด้วยตัวเองจากบุคคลที่น่าจะเป็นหรือเป็นกลุ่มเป้าหมาย สามารถทำได้หลากหลายวิธี ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบกลุ่มหรือเชิญคนมาจำนวนหนึ่งให้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสินค้าหรือบริการ (Focus group) , การสัมภาษณ์เดี่ยวด้วยคำถามแบบแสดงความเห็น (Open-ended conversation) และการทำแบบสอบถามด้วยคำถามเฉพาะเจาะจง</p>



<p class="wp-block-paragraph">วิจัยประเภทนี้จะดีมากกับการสร้างกลุ่มผู้ซื้อสินค้า (Persona) หรือกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การทำวิธีนี้จะช่วยให้เราได้เปรียบคู่แข่งขันเพราะเป็นข้อมูลที่เราเก็บมาเพื่อเป้าหมายของเราเอง และบุคคลภายนอกจะไม่ได้เห็นข้อมูลนี้ ทำให้ข้อมูลถูกออกแบบมาได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของเราเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. วิจัยทุติยภูมิ (Secondary research)</h3>



<p class="wp-block-paragraph">คือ การรวบรวมข้อมูลการสำรวจที่มีอยู่แล้วมาวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลที่ใช่ต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ ข้อมูลที่ว่านี้อาจจะรวมถึงบันทึกสถิติต่างๆ ก็ได้ เช่น รายงานแนวโน้มหรือบทความที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สถิติการตลาด เป็นต้น สามารถหาได้ทั่วไป เช่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย สำนักวิเคราะห์ธุรกิจจากต่างประเทศ หรือเอเจนซี่การตลาดใหญ่ๆ ก็มักทำรายงานวิเคราะห์การตลาดขของอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆ รวมถึงข้อมูลที่อยู่บนเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียของเราเองก็สามารถนำมาใช้ก็ใช้ได้เช่นกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading">ขั้นตอนการทำวิจัยทางการตลาดระบุกลุ่มเป้าหมาย</h2>



<p class="wp-block-paragraph">คำถามแรกที่ผู้ทำธุรกิจควรถามตัวเอง คือ ลูกค้าของเราเป็นใคร เราจะขายสินค้าให้ใคร เพราะมันจะเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้เรารับรู้ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายนั้นๆได้ และสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้ในทันที ซึ่งเป็นพื้นฐานของการกำหนดส่วนประสมทางการตลาดอย่าง Product, Price, Place, Promotion ให้กับธุรกิจ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>1. การระบุกลุ่มเป้าหมาย</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">สามารถทำได้โดยกำหนด “Customer Segment” โดยส่วนมากจะกำหนดด้วย เพศ อายุ รายได้ อาชีพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการกำหนดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ และนำ Customer Segment นั้นมาแบ่งแยกย่อยอีกครั้งเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น ด้วยการเลือกจากความสนใจหรือพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย<br>ยกตัวอย่างเช่น สินค้าคุชชั่นคุมมัน กลุ่มเป้าหมายอายุ 18-30 ปี มีรายได้ 15,000-20,000 ต่อเดือน อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และสโคปให้ชัดเจนขึ้นได้ด้วย ความสนใจชอบแต่งหน้า ชอบเครื่องสำอางค์ และพฤติกรรมเช่นชอปปิ้งออนไลน์เวลา 19.00-22.00 น. เป็นต้น <br>หรือถ้าหากเป็นธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายแบบ Niche หรืออยากจะได้เป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น สามารถนำ Segment นี้มาระบุเจาะจงได้มากขึ้น ด้วยการใช้เครื่องมือ “Buyer Persona” หรือ “Customer Persona” เพื่อทำให้เราสามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น<br><a rel="noreferrer noopener" href="https://thewisdom.co/content/customer-personas/" target="_blank">อ่านคู่มือการทำ Customer Persona แบบเจาะลึก! คลิก</a></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>2. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเรากำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ควรทำการสุ่มเก็บข้อมูลเพื่อช่วยให้เราเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย และรู้ Insight ของลูกค้าได้มากขึ้นได้มากขึ้น วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลสามารถทำได้ ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; การทำแบบสอบถาม เป็นการเก็บข้อมูลแบบพื้นฐาน เพื่อช่วยให้เราหาคนที่เป็นเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบแบบสอบถามเพื่อให้ได้ตามจุดประสงค์ที่เราตั้งไว้เท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; การสัมภาษณ์ สามารถทำการสุ่มสอบถามจากบุคคลที่ทำการตอบแบบสอบถาม, บุคคลที่มีลักษณะคล้าย Persona ที่กำหนดไว้, หรือฐานลูกค้าที่มีอยู่ เพื่อทำการพูดคุยเพื่อให้แสดงความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมนั้นๆ การจะทำการสำภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูล Insight จริงๆนั้นควรทำด้วยการใช้ “Why Why Analysis” คือ การถามไปเรื่อยๆด้วยคำว่าทำไม เช่น ทำไมถึงใช้คุชชั่น แล้วทำไมถึงใช้แบบคุมมัน แล้วทำไมถึงหน้ามัน แบบนี้ไปเรื่อยๆก็จะทำให้สามารถเก็บข้อมูลในเชิงลึกได้มากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; การสังเกตผู้บริโภคในบริบทชีวิตประจำวันหรือสถานการณ์จริง วิธีการสังเกตก็สามารถทำได้หลายแบบ ตั้งแต่การไปนั่งเฝ้าติดตาม สังเกตการณ์ด้วยตัวเอง หรือใช้การสังเกตผ่านอุปกรณ์ เช่น กล้องวงจรปิด หรือมีเทคโนโลยีมาช่วย เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้เราได้ข้อมูลจริงมากที่สุด แต่ต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3. สำรวจตลาดและวิเคราะห์คู่แข่ง</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากเรารู้แล้วว่าธุรกิจของเราอยู่ในอุตสาหกรรมไหน เราควรระบุคู่แข่งของเรา แล้วนำไปวิเคระห์ เครื่องมือที่นิยมใช้กัน คือ Swot Analysis หรือ SWOT ย่อมาจาก Strength (จุดแข็ง), Weakness (จุดอ่อน), Opportunities (โอกาส) และ Threats (อุปสรรค) ใช้เพื่อประเมินสถานการณ์ในการทำธุรกิจทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นจุดยืนและผลกระทบที่อื่นเกิดขึ้นได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>4. กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมีข้อมูลที่ดีมีคุณภาพมากพอแล้ว เราควรกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด วางแผนงานปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ถือเป็นกลยุทธ์เครื่องมือในการใช้แข่งขัน การใช้กำหนดส่วนประสมทางการตลาดให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และยังเป็นพื้นฐานในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">การทำวิจัยทางการตลาด ถือเป็นสิ่งที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Branding ของสินค้าและบริการ ที่สะท้อนตัวตนของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย และนำไปสู่การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก สร้างกำไร และยังช่วยในการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นอยู่ เช่น คุชชั่นคุมมัน กลุ่มเป้าหมายช้อปปิ้งออนไลน์ช่วง 19.00-22.00 น. ก็ควรเน้นการทำโฆษณาบนออนไลน์ในช่วงเวลานั้น เป็นต้น แต่การเลือกช่องทางประชาสัมพันธ์ก็ไม่ตายตัวเสมอไปขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ พฤติกรรม หรือความเหมาะสม ดังนั้น นักการตลาดจึงควรทดสอบหรือลองทำวิจัยเพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจนั่นเอง</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/market-research/">ขั้นตอน วิจัยทางการตลาด (Market Research) ฉบับจับมือทำ!</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/market-research/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
