<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การวิจัยตลาด Archives - The Wisdom Academy</title>
	<atom:link href="https://thewisdom.co/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thewisdom.co/tag/การวิจัยตลาด/</link>
	<description>Knowledge is power in this game of chance</description>
	<lastBuildDate>Wed, 09 Jun 2021 19:51:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/01/cropped-logo_new_design-32x32.png</url>
	<title>การวิจัยตลาด Archives - The Wisdom Academy</title>
	<link>https://thewisdom.co/tag/การวิจัยตลาด/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทฤษฎีมาสโลว์ ลำดับขั้นความต้องการ Maslow&#8217;s hierarchy of needs ลูกค้าต้องการอะไร</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/maslows-hierarchy-of-needs/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/maslows-hierarchy-of-needs/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Thanatporn Suthisansanee]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Mar 2021 04:03:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดดิจิตอล]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[การวิจัยตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[การแบ่งส่วนตลาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25183</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทฤษฎีมาสโลว์ หรือ ลำดับขั้นความต้องการ (Maslow’s Hierarchy of Needs) เป็นทฤษฎีจิตวิทยาที่ อับราฮัม เอช. มาสโลว์ คิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1943 ในเอกสารชื่อ “A Theory of Human Motivation” Maslow ระบุว่า มนุษย์มีความต้องการทั้งหมด 5 ขั้นด้วยกัน ความต้องการทั้ง 5 ขั้น มีเรียงลำดับจากขั้นต่ำสุดไปหาสูงสุด มนุษย์จะมีความต้องการในขั้นต่ำสุดก่อน เมื่อได้รับการตอบสนองจนพอใจแล้วก็จะเกิดความต้องการขั้นสูงต่อไป ความต้องการของบุคคลจะเกิดขึ้น 5 ขั้นเป็นลำดับ ดังนี้  1. ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย (Physiological Needs)&#160; เป็นความต้องการลำดับต่ำสุดและเป็นพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ ความต้องการเพื่อตอบสนองความหิว ความกระหาย ความต้องการเพื่อความอยู่รอดของชีวิต เรียกง่ายๆ ก็คือ ปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่พักอาศัย&#160; รวมถึงสิ่งที่ทำให้การดำรงชีวิตสะดวกสบาย นั่นเอง&#160; ในขั้นนี้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ หนีไม่พ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/maslows-hierarchy-of-needs/">ทฤษฎีมาสโลว์ ลำดับขั้นความต้องการ Maslow&#8217;s hierarchy of needs ลูกค้าต้องการอะไร</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ทฤษฎีมาสโลว์ หรือ ลำดับขั้นความต้องการ (Maslow’s Hierarchy of Needs) เป็นทฤษฎีจิตวิทยาที่ อับราฮัม เอช. มาสโลว์ คิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1943 ในเอกสารชื่อ “A Theory of Human Motivation” Maslow ระบุว่า มนุษย์มีความต้องการทั้งหมด 5 ขั้นด้วยกัน ความต้องการทั้ง 5 ขั้น มีเรียงลำดับจากขั้นต่ำสุดไปหาสูงสุด มนุษย์จะมีความต้องการในขั้นต่ำสุดก่อน เมื่อได้รับการตอบสนองจนพอใจแล้วก็จะเกิดความต้องการขั้นสูงต่อไป ความต้องการของบุคคลจะเกิดขึ้น 5 ขั้นเป็นลำดับ ดังนี้ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1800" height="942" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/03/6-1024x536.jpg" alt="" class="wp-image-25184" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/03/6-1024x536.jpg 1024w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/03/6-300x157.jpg 300w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/03/6-768x402.jpg 768w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/03/6-1536x804.jpg 1536w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/03/6.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1800px) 100vw, 1800px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">1. <strong>ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย (Physiological Needs)</strong>&nbsp; เป็นความต้องการลำดับต่ำสุดและเป็นพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ ความต้องการเพื่อตอบสนองความหิว ความกระหาย ความต้องการเพื่อความอยู่รอดของชีวิต เรียกง่ายๆ ก็คือ ปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่พักอาศัย&nbsp; รวมถึงสิ่งที่ทำให้การดำรงชีวิตสะดวกสบาย นั่นเอง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขั้นนี้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ หนีไม่พ้น สินค้าและบริการ อุปโภค บริโภค ทั่วไปๆ เช่น&nbsp;ร้านอาหาร&nbsp;ร้านขายยา บ้าน รถยนต์ มือถือ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. <strong>ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety Needs) </strong>เป็นความต้องการที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ความต้องการทางร่างกายได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พอใจแล้ว ความต้องการขั้นนี้ถึงจะเกิดขึ้น ได้แก่ ความต้องการความปลอดภัยมีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ปราศจากความกลัว การสูญเสียและภัยอันตราย เช่น สภาพสิ่งแวดล้อมบ้านปลอดภัย การมีงานที่มั่นคง การมีเงินเก็บออม ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย รวมถึง ความมั่นคงปลอดภัยส่วนบุคคล สุขภาพและความเป็นอยู่ ระบบรับประกัน-ช่วยเหลือ ในกรณีของอุบัติเหตุ/ความเจ็บป่วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขั้นนี้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก็คือ สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ในด้านการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เช่น กล้องวงจรปิด การลงทุน การออม การทำประกันชีวิต หรือ การย้ายบ้านที่อยู่อาศัย ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่มีการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. <strong>ความต้องการความรักและสังคม (Belonging and Love Needs) </strong>เมื่อมีความปลอดภัยในชีวิตและมั่นคงในการงานแล้ว คนเราจะต้องการความรัก ความสัมพันธ์กับผู้อื่น มีความต้องการเป็นเจ้าของและมีเจ้าของ ความรักในรูปแบบต่างกัน เช่น ความรักระหว่าง คู่รัก พ่อ แม่ ลูก เพื่อน สามี ภรรยา ได้รับการยอมรับเป็นสมาชิกในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่ม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขั้นนี้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก็คือ สินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองอารมณ์ ความรู้สึก ของเขาได้ เช่น บริการจัดหาคู่ บริการจัดงานแต่งงาน บริการทัวร์ท่องเที่ยว หรือหากเป็นสินค้า ตัวอย่างง่ายๆที่ทำให้เห็นภาพชัดเจน เช่น ความต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ BENZ BMW เพื่อให้เพื่อนหรือคนรอบข้าง ชื่นชม ยอมรับ&nbsp; เป็นสมาชิกในกลุ่ม</p>



<p class="wp-block-paragraph">4. <strong>ความต้องการการได้รับการยกย่องนับถือในตนเอง (Esteem Needs)</strong> เมื่อความต้องการความรักและการยอมรับได้รับการตอบสนองแล้ว คนเราจะต้องการสร้างสถานภาพของตัวเองให้สูงขึ้น เด่นขึ้น มีความภูมิใจและสร้างความนับถือตนเอง ชื่นชมในความสำเร็จของงานที่ทำ ความรู้สึกมั่นใจในตนเองและมีเกียรติ ความต้องการเหล่านี้ เช่น ยศ ตำแหน่ง ระดับเงินเดือนที่สูง งานที่ท้าทาย ได้รับการยกย่องจากผู้อื่น มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในงาน โอกาสแห่งความก้าวหน้าในงานอาชีพ ฯลฯ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขั้นนี้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก็คือ สินค้าและบริการที่ส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง เช่น อสังหาริมทรัพย์&nbsp; เครื่องเพชรราคาแพง บริการระดับพรีเมี่ยม เครื่องบินส่วนตัว โรงแรม 5 ดาว</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. <strong>ความต้องการพัฒนาศักยภาพของตน (Self-actualization)</strong> เป็นความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์และความต้องการนี้ยากต่อการบอกได้ว่าคืออะไร เราเพียงสามารถกล่าวได้ว่า ความต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเป็นความต้องการที่มนุษย์ต้องการจะเป็น ต้องการที่จะได้รับผลสำเร็จในเป้าหมายชีวิตของตนเอง และต้องการความสมบูรณ์ของชีวิต</p>



<p class="wp-block-paragraph">สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์คนในขั้นนี้อาจมองหาได้ยาก เพราะความต้องการสูงสุดของคนกลุ่มนี้ จะมาจากแรงบันดาลใจ หรือ Passion ด้านจิตใจที่ต้องการมากกว่า ด้านวัตถุที่จับต้องได้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การนำทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) ลำดับขั้นของมาสโลว์มาใช้ในการตลาด หรือการทำธุรกิจ สามารถช่วยให้คุณเข้าใจแรงจูงใจ และความต้องการของลูกค้า เมื่อคุณทราบแล้วว่าสินค้าหรือบริการของคุณสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านไหน คุณสามารถสร้างกลยุทธ์และวิธีการขายสินค้าและบริการของคุณได้ให้สอดคล้องกับความต้องการในด้านต่างๆของลูกค้าของคุณ การขายสินค้าก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/maslows-hierarchy-of-needs/">ทฤษฎีมาสโลว์ ลำดับขั้นความต้องการ Maslow&#8217;s hierarchy of needs ลูกค้าต้องการอะไร</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/maslows-hierarchy-of-needs/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอน วิจัยทางการตลาด (Market Research) ฉบับจับมือทำ!</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/market-research/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/market-research/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[awanafan]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 06 Feb 2021 03:48:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[Customer Segment]]></category>
		<category><![CDATA[target market]]></category>
		<category><![CDATA[การวิจัยตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[นักการตลาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25128</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขั้นตอนการ วิจัยทางการตลาด (Market Research เป็นหนึ่งในขั้นตอนการทำ การตลาด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจควรมี เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจนั้นๆเติบโต แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทำการตลาดแบบไหนถึงจะออกมาดี…วันนี้ The Wisdom มีคำตอบมาฝากกัน… อย่างที่รู้กันดีว่า การทำการตลาดคือการพาตัวเองไปเจอลูกค้าใหม่ๆ หรือรักษาฐานลูกค้าเดิม สิ่งแรกที่ควรทำคือ การรู้จักตลาดและความต้องการของตลาด แต่นักการตลาดก็มักจะไม่มีเวลาว่างไปทำสิ่งนั้นๆ ดังนั้น การทำวิจัยทางการตลาด (Market Research) ก็จะช่วยให้นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจได้ การวิจัยทางการตลาด (Market Research) คืออะไร? วิจัยตลาด คือ กระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บริโภค เพื่อให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้สร้างโอกาสและกลยุทธ์ทางการตลาด และยังทำให้รู้ความเคลื่อนไหวในแวดวงธุรกิจ เช่น การทำโฆษณา การแบ่งส่วนตลาด การส่งเสริมการตลาด และการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้เรารู้ว่าลูกค้าซื้อสินค้าและบริการที่ไหนและซื้ออย่างไร ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกและตัดสินใจซื้อของลูกค้า เหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ลูกค้าซื้อและไม่ซื้อสินค้าและบริการแต่ละอย่าง ทำให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อตอบสนองปัจจัยที่กลุ่มเป้าหมายต้องการได้ ประเภทของการเก็บข้อมูลการวิจัยทางการตลาด วิจัยทางการตลาด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิจัยปฐมภูมิ และวิจัยทุติยภูมิ 1. วิจัยปฐมภูมิ (Primary research) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/market-research/">ขั้นตอน วิจัยทางการตลาด (Market Research) ฉบับจับมือทำ!</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ขั้นตอนการ วิจัยทางการตลาด (Market Research เป็นหนึ่งในขั้นตอนการทำ การตลาด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจควรมี เพื่อสร้างโอกาสให้ธุรกิจนั้นๆเติบโต แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทำการตลาดแบบไหนถึงจะออกมาดี…วันนี้ The Wisdom มีคำตอบมาฝากกัน…</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างที่รู้กันดีว่า การทำการตลาดคือการพาตัวเองไปเจอลูกค้าใหม่ๆ หรือรักษาฐานลูกค้าเดิม สิ่งแรกที่ควรทำคือ การรู้จักตลาดและความต้องการของตลาด แต่นักการตลาดก็มักจะไม่มีเวลาว่างไปทำสิ่งนั้นๆ ดังนั้น การทำวิจัยทางการตลาด (Market Research) ก็จะช่วยให้นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การวิจัยทางการตลาด (Market Research) คืออะไร?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">วิจัยตลาด คือ กระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บริโภค เพื่อให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้สร้างโอกาสและกลยุทธ์ทางการตลาด และยังทำให้รู้ความเคลื่อนไหวในแวดวงธุรกิจ เช่น การทำโฆษณา การแบ่งส่วนตลาด การส่งเสริมการตลาด และการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้เรารู้ว่าลูกค้าซื้อสินค้าและบริการที่ไหนและซื้ออย่างไร ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกและตัดสินใจซื้อของลูกค้า เหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ลูกค้าซื้อและไม่ซื้อสินค้าและบริการแต่ละอย่าง ทำให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อตอบสนองปัจจัยที่กลุ่มเป้าหมายต้องการได้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประเภทของการเก็บข้อมูลการวิจัยทางการตลาด</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">วิจัยทางการตลาด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิจัยปฐมภูมิ และวิจัยทุติยภูมิ</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. วิจัยปฐมภูมิ (Primary research)</h3>



<p class="wp-block-paragraph">การเก็บข้อมูลด้วยตัวเองจากบุคคลที่น่าจะเป็นหรือเป็นกลุ่มเป้าหมาย สามารถทำได้หลากหลายวิธี ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบกลุ่มหรือเชิญคนมาจำนวนหนึ่งให้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสินค้าหรือบริการ (Focus group) , การสัมภาษณ์เดี่ยวด้วยคำถามแบบแสดงความเห็น (Open-ended conversation) และการทำแบบสอบถามด้วยคำถามเฉพาะเจาะจง</p>



<p class="wp-block-paragraph">วิจัยประเภทนี้จะดีมากกับการสร้างกลุ่มผู้ซื้อสินค้า (Persona) หรือกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การทำวิธีนี้จะช่วยให้เราได้เปรียบคู่แข่งขันเพราะเป็นข้อมูลที่เราเก็บมาเพื่อเป้าหมายของเราเอง และบุคคลภายนอกจะไม่ได้เห็นข้อมูลนี้ ทำให้ข้อมูลถูกออกแบบมาได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของเราเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. วิจัยทุติยภูมิ (Secondary research)</h3>



<p class="wp-block-paragraph">คือ การรวบรวมข้อมูลการสำรวจที่มีอยู่แล้วมาวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลที่ใช่ต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ ข้อมูลที่ว่านี้อาจจะรวมถึงบันทึกสถิติต่างๆ ก็ได้ เช่น รายงานแนวโน้มหรือบทความที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สถิติการตลาด เป็นต้น สามารถหาได้ทั่วไป เช่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย สำนักวิเคราะห์ธุรกิจจากต่างประเทศ หรือเอเจนซี่การตลาดใหญ่ๆ ก็มักทำรายงานวิเคราะห์การตลาดขของอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆ รวมถึงข้อมูลที่อยู่บนเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียของเราเองก็สามารถนำมาใช้ก็ใช้ได้เช่นกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading">ขั้นตอนการทำวิจัยทางการตลาดระบุกลุ่มเป้าหมาย</h2>



<p class="wp-block-paragraph">คำถามแรกที่ผู้ทำธุรกิจควรถามตัวเอง คือ ลูกค้าของเราเป็นใคร เราจะขายสินค้าให้ใคร เพราะมันจะเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้เรารับรู้ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายนั้นๆได้ และสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้ในทันที ซึ่งเป็นพื้นฐานของการกำหนดส่วนประสมทางการตลาดอย่าง Product, Price, Place, Promotion ให้กับธุรกิจ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>1. การระบุกลุ่มเป้าหมาย</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">สามารถทำได้โดยกำหนด “Customer Segment” โดยส่วนมากจะกำหนดด้วย เพศ อายุ รายได้ อาชีพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการกำหนดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ และนำ Customer Segment นั้นมาแบ่งแยกย่อยอีกครั้งเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น ด้วยการเลือกจากความสนใจหรือพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย<br>ยกตัวอย่างเช่น สินค้าคุชชั่นคุมมัน กลุ่มเป้าหมายอายุ 18-30 ปี มีรายได้ 15,000-20,000 ต่อเดือน อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และสโคปให้ชัดเจนขึ้นได้ด้วย ความสนใจชอบแต่งหน้า ชอบเครื่องสำอางค์ และพฤติกรรมเช่นชอปปิ้งออนไลน์เวลา 19.00-22.00 น. เป็นต้น <br>หรือถ้าหากเป็นธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายแบบ Niche หรืออยากจะได้เป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น สามารถนำ Segment นี้มาระบุเจาะจงได้มากขึ้น ด้วยการใช้เครื่องมือ “Buyer Persona” หรือ “Customer Persona” เพื่อทำให้เราสามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น<br><a rel="noreferrer noopener" href="https://thewisdom.co/content/customer-personas/" target="_blank">อ่านคู่มือการทำ Customer Persona แบบเจาะลึก! คลิก</a></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>2. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเรากำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ควรทำการสุ่มเก็บข้อมูลเพื่อช่วยให้เราเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย และรู้ Insight ของลูกค้าได้มากขึ้นได้มากขึ้น วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลสามารถทำได้ ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; การทำแบบสอบถาม เป็นการเก็บข้อมูลแบบพื้นฐาน เพื่อช่วยให้เราหาคนที่เป็นเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบแบบสอบถามเพื่อให้ได้ตามจุดประสงค์ที่เราตั้งไว้เท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; การสัมภาษณ์ สามารถทำการสุ่มสอบถามจากบุคคลที่ทำการตอบแบบสอบถาม, บุคคลที่มีลักษณะคล้าย Persona ที่กำหนดไว้, หรือฐานลูกค้าที่มีอยู่ เพื่อทำการพูดคุยเพื่อให้แสดงความคิดเห็นต่อผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมนั้นๆ การจะทำการสำภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูล Insight จริงๆนั้นควรทำด้วยการใช้ “Why Why Analysis” คือ การถามไปเรื่อยๆด้วยคำว่าทำไม เช่น ทำไมถึงใช้คุชชั่น แล้วทำไมถึงใช้แบบคุมมัน แล้วทำไมถึงหน้ามัน แบบนี้ไปเรื่อยๆก็จะทำให้สามารถเก็บข้อมูลในเชิงลึกได้มากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; การสังเกตผู้บริโภคในบริบทชีวิตประจำวันหรือสถานการณ์จริง วิธีการสังเกตก็สามารถทำได้หลายแบบ ตั้งแต่การไปนั่งเฝ้าติดตาม สังเกตการณ์ด้วยตัวเอง หรือใช้การสังเกตผ่านอุปกรณ์ เช่น กล้องวงจรปิด หรือมีเทคโนโลยีมาช่วย เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้เราได้ข้อมูลจริงมากที่สุด แต่ต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3. สำรวจตลาดและวิเคราะห์คู่แข่ง</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากเรารู้แล้วว่าธุรกิจของเราอยู่ในอุตสาหกรรมไหน เราควรระบุคู่แข่งของเรา แล้วนำไปวิเคระห์ เครื่องมือที่นิยมใช้กัน คือ Swot Analysis หรือ SWOT ย่อมาจาก Strength (จุดแข็ง), Weakness (จุดอ่อน), Opportunities (โอกาส) และ Threats (อุปสรรค) ใช้เพื่อประเมินสถานการณ์ในการทำธุรกิจทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นจุดยืนและผลกระทบที่อื่นเกิดขึ้นได้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>4. กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมีข้อมูลที่ดีมีคุณภาพมากพอแล้ว เราควรกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด วางแผนงานปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ถือเป็นกลยุทธ์เครื่องมือในการใช้แข่งขัน การใช้กำหนดส่วนประสมทางการตลาดให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และยังเป็นพื้นฐานในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">การทำวิจัยทางการตลาด ถือเป็นสิ่งที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Branding ของสินค้าและบริการ ที่สะท้อนตัวตนของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย และนำไปสู่การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก สร้างกำไร และยังช่วยในการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นอยู่ เช่น คุชชั่นคุมมัน กลุ่มเป้าหมายช้อปปิ้งออนไลน์ช่วง 19.00-22.00 น. ก็ควรเน้นการทำโฆษณาบนออนไลน์ในช่วงเวลานั้น เป็นต้น แต่การเลือกช่องทางประชาสัมพันธ์ก็ไม่ตายตัวเสมอไปขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ พฤติกรรม หรือความเหมาะสม ดังนั้น นักการตลาดจึงควรทดสอบหรือลองทำวิจัยเพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจนั่นเอง</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/market-research/">ขั้นตอน วิจัยทางการตลาด (Market Research) ฉบับจับมือทำ!</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/market-research/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
