<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ประสบการณ์ตรง Archives - The Wisdom Academy</title>
	<atom:link href="https://thewisdom.co/tag/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thewisdom.co/tag/ประสบการณ์ตรง/</link>
	<description>Knowledge is power in this game of chance</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Dec 2022 12:42:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.3</generator>

<image>
	<url>https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/01/cropped-logo_new_design-32x32.png</url>
	<title>ประสบการณ์ตรง Archives - The Wisdom Academy</title>
	<link>https://thewisdom.co/tag/ประสบการณ์ตรง/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ขายของออนไลน์ 2023 อยากขายของ แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี (ฉบับสมบูรณ์)</title>
		<link>https://thewisdom.co/content/how-to-start-selling-online/</link>
					<comments>https://thewisdom.co/content/how-to-start-selling-online/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[thewisdom.co]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Jan 2021 19:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กรณีศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ขายของ]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบการณ์ตรง]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าและบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thewisdom.co/?p=25226</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขายของออนไลน์ 2023 มือใหม่ ที่อยากขายของแต่ไม่รู้จะขายอะไรดี ให้รวย ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร ถ้าไม่สต๊อกสินค้าสามารถขายได้ไหม ขายอย่างไรให้ปัง เรื่องราวทั้งหมดนี้ เราจะมาเล่าผ่านประสบการณ์ตรงของทีมงานของเราที่เคยทำยอดขายไปจนถึงหลัก 10 ล้านบาทต่อเดือน มือใหม่ อยากขาย ขายอะไรดี ไม่รู้จะขายอะไรดี “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” คำๆนี้นั้นยังใช้ได้เสมอและใช้ได้อยู่เรื่อยมา ซึ่งก่อนอื่นนั้นต้องบอกเลยว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดของขายสินค้านั้นคือเรื่องของ สินค้า หรือ บริการ ที่เรากำลังจะขาย “ขายอะไร ไม่สำคัญ เท่ากับขายอย่างไร” เพิ่มเติม: 10 ช่องทางการขายออนไลน์ (Place) ลงขายสินค้าได้ฟรี ตัวแทนจำหน่าย ข้อดี และ ข้อเสีย โดยทั่วไปรูปแบบของการเป็นตัวแทนจำหน่ายนั้น มักจะต้องสต๊อกสินค้า และยิ่งตัวแทนคนไหนที่สามารถสต๊อกสินค้าได้เป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งได้ต้นทุนสูง ซึ่งทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันนั่นเอง ข้อดี ข้อเสีย ใช้เงินทุนน้อย บางแบรนด์เพียงหลักพันก็สามารถนำสินค้ามาขายได้ มีคู่แข่งจากคนที่ไปสมัครเป็นตัวแทน สามารถนำสื่อโฆษณาของแบรนด์มาโปรโมทได้ เกิดการตัดราคาในออนไลน์ ดรอปชิป (Dropship) ข้อดี และ ข้อเสีย ข้อดี ข้อเสีย ไม่ต้องใช้เงินลงทุนในสินค้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/how-to-start-selling-online/">ขายของออนไลน์ 2023 อยากขายของ แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี (ฉบับสมบูรณ์)</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ขายของออนไลน์ 2023 มือใหม่ ที่อยากขายของแต่ไม่รู้จะขายอะไรดี ให้รวย ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร ถ้าไม่สต๊อกสินค้าสามารถขายได้ไหม ขายอย่างไรให้ปัง เรื่องราวทั้งหมดนี้ เราจะมาเล่าผ่านประสบการณ์ตรงของทีมงานของเราที่เคยทำยอดขายไปจนถึงหลัก 10 ล้านบาทต่อเดือน</p>



<h2 class="wp-block-heading">มือใหม่ อยากขาย ขายอะไรดี ไม่รู้จะขายอะไรดี</h2>



<p class="wp-block-paragraph">“เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” คำๆนี้นั้นยังใช้ได้เสมอและใช้ได้อยู่เรื่อยมา ซึ่งก่อนอื่นนั้นต้องบอกเลยว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดของขายสินค้านั้นคือเรื่องของ สินค้า หรือ บริการ ที่เรากำลังจะขาย</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p class="wp-block-paragraph">“ขายอะไร ไม่สำคัญ เท่ากับขายอย่างไร”</p>
</blockquote>



<p class="wp-block-paragraph">เพิ่มเติม: <a href="https://thewisdom.co/content/10-free-online-channels/" class="rank-math-link">10 ช่องทางการขายออนไลน์ (Place) ลงขายสินค้าได้ฟรี</a></p>



<h3 class="wp-block-heading" id="h-ต-วแทนจำหน-าย-ข-อด-และ-ข-อเส-ย">ตัวแทนจำหน่าย ข้อดี และ ข้อเสีย</h3>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไปรูปแบบของการเป็นตัวแทนจำหน่ายนั้น มักจะต้องสต๊อกสินค้า และยิ่งตัวแทนคนไหนที่สามารถสต๊อกสินค้าได้เป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งได้ต้นทุนสูง ซึ่งทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันนั่นเอง</p>



<figure class="wp-block-table alignwide is-style-regular"><table class="has-background has-fixed-layout" style="background-color:#f3f4f5"><thead><tr><th>ข้อดี</th><th>ข้อเสีย</th></tr></thead><tbody><tr><td>ใช้เงินทุนน้อย บางแบรนด์เพียงหลักพันก็สามารถนำสินค้ามาขายได้</td><td>มีคู่แข่งจากคนที่ไปสมัครเป็นตัวแทน</td></tr><tr><td>สามารถนำสื่อโฆษณาของแบรนด์มาโปรโมทได้</td><td>เกิดการตัดราคาในออนไลน์</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ดรอปชิป (Dropship) ข้อดี และ ข้อเสีย</h3>



<figure class="wp-block-table alignwide is-style-regular"><table class="has-background has-fixed-layout" style="background-color:#f3f4f5"><thead><tr><th>ข้อดี</th><th>ข้อเสีย</th></tr></thead><tbody><tr><td>ไม่ต้องใช้เงินลงทุนในสินค้า</td><td>สินค้าเกิดการแข่งขันอย่างรวดเร็ว</td></tr><tr><td>ไม่สามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้</td><td>ไม่สามารถขยายตลาดได้</td></tr><tr><td>ปัจจัยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับผู้ที่เราดีลด้วย</td><td>มีข้อจำกัดในเรื่องของการจัดส่ง</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ผลิตสินค้าเอง ข้อดี และ ข้อเสีย</h3>



<figure class="wp-block-table alignwide is-style-regular"><table class="has-background has-fixed-layout" style="background-color:#f3f4f5"><thead><tr><th class="has-text-align-left" data-align="left">ข้อดี</th><th class="has-text-align-center" data-align="center">ข้อเสีย</th></tr></thead><tbody><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">สามารถขยายตลาดได้อย่างเต็มที่</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">ใช้ต้นทุนในการผลิตเยอะ (หลักหมื่นถึงหลักแสน)</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ควบคุมคุณภาพสินค้าได้เอง</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">ใช้เวลานาน</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ความคุมต้นทุนในการผลิตได้</td><td class="has-text-align-center" data-align="center"></td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">มีขั้นตอนการดำเนินงานที่ซับซ้อน</td><td class="has-text-align-center" data-align="center"></td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading">นำเข้าสินค้าเอง ข้อดี และ ข้อเสีย</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการหาสินค้าที่ได้รับความนิยมมากรูปแบบหนึ่งในปัจจุบัน เนื่องจากว่าการหาสินค้าที่ไม่เคยขายหรือถูกจัดจำหน่ายจากต่างประเทศเข้ามาเลยนั้น ช่วยให้เราประหยัดเรื่องของกระบวนการผลิตไปมาก</p>



<figure class="wp-block-table alignwide is-style-regular"><table class="has-background has-fixed-layout" style="background-color:#f3f4f5"><thead><tr><th class="has-text-align-left" data-align="left">ข้อดี</th><th class="has-text-align-left" data-align="left">ข้อเสีย</th></tr></thead><tbody><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">สามารถขยายตลาดได้อย่างเต็มที่</td><td class="has-text-align-left" data-align="left">ใช้ต้นทุนในการผลิตเยอะ (หลักหมื่นถึงหลักแสน)</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ควบคุมคุณภาพสินค้าได้เอง</td><td class="has-text-align-left" data-align="left">ใช้เวลานานในการจัดส่งสินค้าเข้าประเทศ</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">ความคุมต้นทุนในการผลิตได้</td><td class="has-text-align-left" data-align="left">มีความเสี่ยงในการได้รับสินค้าที่ไม่ตรงคุณภาพ</td></tr><tr><td class="has-text-align-left" data-align="left">มีขั้นตอนการดำเนินงานที่ซับซ้อน</td><td class="has-text-align-left" data-align="left"></td></tr></tbody></table></figure>



<p class="wp-block-paragraph">เว็บหาสินค้าจีนยอดนิยม: <strong><a href="https://www.alibaba.com">alibaba.com</a></strong></p>



<h2 class="wp-block-heading">3 ขั้นตอนการประเมิณตลาดของคนขายของ ต้องรู้อะไรบ้าง?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ประการแรกเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะว่ามันจะเป็นตัวกำหนดสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้กับเราได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด (Market Target): ลองคิดภาพตามที่ว่าถ้าหากว่าเราขายสินค้าโดยที่เราไม่ได้เข้าใจลูกค้า มันจะมีปัญหาต่างๆมากมายตามเข้ามา เช่น โฆษณาสื่อสารไม่ตรง สินค้าไม่เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงความเข้าใจในการตอบคำถามและบริการต่างๆให้กับลูกค้า<br>เพิ่มเติม: <a href="https://thewisdom.co/content/5-conditions-to-defined-target-market/" class="rank-math-link">5 เงื่อนไขที่ใช้ในการเลือกกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด (Target Market)</a></li>



<li>ขนาดตลาด (Market Size): ขนาดของตลาดของสินค้ากลุ่มนั้นๆจะบอกเราได้ว่าในอนาคตนั้นเราสามารถโตได้มากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น หากว่าเราทำสินค้าที่เกี่ยวกับอาหารเสริมบำรุงข้อ และภาพรวมของประเทศมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี นั่นหมายถึงโอกาสที่เรานั้นสามารถเติมโตได้ในอนาคตนั่นเอง ยอดขายหรือกำไรที่เราได้จะสัมพันธ์กับขนาดตลาด</li>



<li>คู่แข่งในตลาด: แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายสินค้าหรือบริการนั้น เราต้องศึกษาคู่แข่งก่อนเสมอ สิ่งที่เราควรพิจารณาเป็นพิเศษนั้นคือในเรื่องของ ราคา ต้องตรวจสอบดูว่าราคาสินค้าในตลาดเป็นอย่างไร จำนวนคู่แข่งเยอะไหม สินค้าทดแทนมีมากน้อยแค่ไหน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนต่างๆด้านบนนี้เป็นส่วนสัมคัญมาก แน่นอนว่าทุกๆคนที่ขายสินค้าออนไลน์นั้นควรที่จะตรวจสอบว่าสินค้าที่เราจะผลิตหรือเป็นตัวแทนจำหน่ายนั้น เรามีโอกาสและมีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-12-เทคน-ค-ขายของออนไลน-ให-ยอดขายพ-งต-งแต-เร-มต-น">12 เทคนิค ขายของออนไลน์ ให้ยอดขายพุ่งตั้งแต่เริ่มต้น</h2>



<h3 class="wp-block-heading">1. เทคนิคการเลือกสินค้าที่จะขาย</h3>



<p class="wp-block-paragraph">สินค้า (Products) เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างยอดขายให้กับร้านค้า ดังนั้น การเลือกสินค้าที่ได้รับความนิยม หรือเป็นที่ต้องการของตลาดหรือกลุ่มเป้าหมายก็จะทำให้สินค้าขายดีมากยิ่งขึ้น หากมีสินค้าที่จะขายอยู่แล้ว แค่ต้องวิเคราะห์จุดขาย และวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมก็สามารถวางแผนกลยุทธ์การขายได้แล้ว แต่หากยังไม่รู้ว่าจะขายอะไรดี สามารถใช้<a href="https://trends.google.co.th/trends/?geo=TH"> Google Trends </a>มาช่วยตัดสินใจได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">Google Trends เป็นเครื่องมือที่เจาะพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลต่างๆทั่วโลกบน Google ซึ่งจะช่วยให้รู้ว่ากระแสใดที่มาแรง หรือคำที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปแบบกราฟหรือแผนภูมิ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นตอนการใช้ Google Trends</strong></h4>



<p class="wp-block-paragraph">ขั้นตอนที่ 1 เข้าไปที่เว็บไซต์ <a href="https://trends.google.co.th/">https://trends.google.co.th/</a>&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขั้นตอนที่ 2 เลือกสำรวจ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="498" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend1-1024x498.png" alt="เทรน ขายของออนไลน์ Google Trend" class="wp-image-25447" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend1-1024x498.png 1024w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend1-300x146.png 300w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend1-768x373.png 768w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend1-1536x747.png 1536w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend1.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ขั้นตอนที่ 3 เลือกประเทศที่ต้องการ ซึ่งหากเราจะขายสินค้าในประเทศไทย เราควรเลือก “ไทย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="506" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend2-1024x506.png" alt="" class="wp-image-25448" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend2-1024x506.png 1024w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend2-300x148.png 300w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend2-768x379.png 768w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend2-1536x758.png 1536w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend2.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ขั้นตอนที่ 4 เลือก ช่วงเวลา ซึ่งเราสามารถเลือกได้หลากหลาย แต่ต้องคำนึงถึง พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงแนะนำให้เลือกไม่เกิน 90 วันที่ผ่านมา เพียงเท่านี้ก็จะเห็นแล้วว่าหัวข้อ หรือคำไหนที่กำลังมาแรงในตอนนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="508" src="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend3-1024x508.png" alt="" class="wp-image-25449" srcset="https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend3-1024x508.png 1024w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend3-300x149.png 300w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend3-768x381.png 768w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend3-1536x762.png 1536w, https://thewisdom.co/wp-content/uploads/2021/06/google-trend3.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังใส่ข้อความเปรียบเทียบการค้นหาได้อีกด้วย หากมีสินค้าในใจ แต่ยังไม่มั่นใจว่าแบบไหนดีกว่ากัน ก็สามารถเพิ่มข้อความนำไปเปรียบเทียบความนิยมในการค้นหาได้อีกด้วย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://lh6.googleusercontent.com/UH-0FZeNzWsz-zrTuszdLN5o2NeX3_T5OdcDDRpKq6Q7vjQC9G9X0BTGe6KvXNnh40ByTVnkU0Nm2MipF6GVoyh1Sx_ME1ekPnQypFgSxstIsRM1VhEWNubV-CW6mnVdHO8juFkm" alt=""/></figure>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากที่ได้ข้อมูลมาแล้ว ควรทำการวิเคราะห์ว่าสินค้านั้นๆกำลังได้รับความสนใจและได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใด และกราฟกำลังอยู่ในช่วงขาลงหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่คุณกำลังจะลงทุนนั้นตกเทรนด์ไปก่อนที่จะเริ่มขาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากจะดูความนิยมของสินค้าแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่จะต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ เพราะสินค้าถือเป็นสิ่งสำคัญในการชี้วัดว่าร้านค้าของคุณจะรุ่งหรือจะร่วง เพราะสินค้าเป็นสิ่งที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าที่ร้านของคุณด้วย&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>คุณภาพของสินค้า &#8211; ถ้าสินค้าเป็นสินค้าดีมีมาตรฐาน จะทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ซื้อได้มากกว่า</li>



<li>ราคา &#8211; เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ร้านค้าของคุณอยู่รอด นอกจากจะดูที่ต้นทุนแล้ว ยังต้องเปรียบเทียบราคากับคู่แข่งอีกด้วย</li>



<li>บรรจุภัณฑ์ &#8211; ความสวยงาม คงทน หรือใช้งานได้จริง เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ด้วย</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading">2. เทคนิคการเลือกแหล่งที่มาของสินค้า กําไรเยอะ ขายง่าย</h3>



<p class="wp-block-paragraph">แหล่งที่มาของสินค้า เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะต้องตัดสินใจก่อนเริ่มทำการ<em>ขายของออนไลน์</em> ทำให้แหล่งที่มาของสินค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเริ่มช้ากว่าคนอื่นๆ หรือเลือกเฉพาะสินค้าต้นทุนต่ำก็จะมีคู่แข่งจำนวนมาก หรือหากเลือกสินค้าคุณภาพสูง ต้นทุนสูง ตั้งราคาขายสูง ก็จะทำให้เสียเปรียบคู่แข่งในตลาด ดังนั้น แหล่งที่มาของสินค้าจึงสำคัญ ซึ่งแหล่งที่มาของสินค้า ปัจจุบันมีช่องทางที่หลากหลาย ได้แก่</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สินค้าทำมือ หรือ D.I.Y</strong> &#8211; แน่นอนว่าหากคุณมีความครีเอทอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาสินค้าที่ไหนมาก็สามารถประดิษฐ์ออกมาได้เลย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อดี สินค้าแตกต่างไม่ซ้ำใคร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อเสีย ใช้ระยะเวลาในการทำสินค้า ไม่เน้นปริมาณยอดขาย เน้นราคาและคุณภาพ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สินค้าจากจีน </strong>&#8211; ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่มายอดฮิต เพราะนอกจากจะมีให้เลือกมากมาย ราคายังถูกอีกด้วย แถมสินค้าแต่ละอย่างยังตามกระแสได้อย่างรวดเร็ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อดี ต้นทุนต่ำ และสินค้าเป็นที่นิยม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อเสีย คุณภาพของสินค้าตามราคา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จ้างผลิตสินค้า </strong>&#8211; หากคุณมีทุนมากพอ และมีไอเดียที่จะตีแบรนด์ของตนเอง ต้องการจะมีสินค้าที่เฉพาะเจาะจงในแบบที่ต้องการ การจ้างผลิตเป็นอีกวิธีที่ดีไม่แพ้กัน<br>ข้อดี มีสินค้าที่แตกต่างจากตลาด มีแบรนด์เป็นของตัวเอง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต<br>ข้อเสีย ต้นทุนสูง ใช้การเตรียมการมากมาย ทั้ง อย. ใบรับร้อง ค่าวิจัย คิดค้น เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สินค้ามือสอง </strong>&#8211; กลุ่มเป้าหมายของสินค้ามือสองมีเฉพาะและมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สินค้ามือสองยังคงสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น กล้อง เสื้อผ้า รองเท้า&nbsp; ของสะสม หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังเป็นที่นิยม สถานที่เช่น โรงเกลือ สำเพ็ง เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อดี ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องลงทุนเยอะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อเสีย แบกรับความเสี่ยงของสินค้าบางชิ้นที่อาจได้รับความเสียหาย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประมูลสินค้า </strong>&#8211; สินค้าหายากบางชิ้นยังได้รับความนิยม และมีการปล่อยจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่งเรื่อยๆ ทำให้สินค้าเหล่านั้นมีมูลค่าสูง จึงเหมาะกับคนที่ชื่นชอบของหายากหรือของสะสมหายาก บางครั้งอาจจะได้สินค้าราคาถูกกว่าตลาด ซึ่งก็สามารถสร้างรายได้ได้ดีทีเดียว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อดี บางครั้งจะได้สินค้าที่ถูกกกว่าตลาด หรือบางครั้งจะได้ขายสินค้าที่ราคาสูงกว่าตลาด</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อเสีย ไม่มีราคาที่แน่นอน คาดเดายาก ต้องติดตามเทรนด์ตลอดเวลา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สินค้าขายส่งในประเทศ </strong>เป็นช่องทางพื้นฐานที่สุดที่นักขายควรรู้ ไม่ว่าจะเป็น สำเพ็ง โบ๊เบ๊ ประตูน้ำ หรือร้านขายส่งต่างๆทั่วประเทศ เพราะนอกจากจะมีสินค้ามากมายให้เลือก ยังเป็นสินค้าในประเทศที่คนรู้จักโดยทั่วไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อดี หาง่าย สามารถเลือกสินค้าได้หลากหลาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อเสีย คู่แข่งสามารถเลือกสินค้าชนิดเดียวกันได้ง่าย</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. เทคนิคการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย</h3>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากที่คุณรู้แล้วว่าคุณอยากขายอะไร หน้าตาสินค้าเป็นแบบไหน คุณต้องทำความรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณ เพื่อนำเสนอสินค้าของคุณให้ถูกจุด เพราะกลุ่มเป้าหมายที่ดีต้องเป็นกลุ่มที่มีโอกาสจะซื้อสินค้าของคุณจริง และการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายยังช่วยให้คุณไม่สูญเสียต้นทุนไปโดยสิ้นเปลือง</p>



<p class="wp-block-paragraph">การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ตามการแบ่งส่วนตลาด จะแบ่งได้ 4 แบบ ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>แบ่งตามหลักประชากรศาสตร์ (Demographic Segmentation) </strong>ได้แก่ อายุ เพศ รายได้ ที่อยู่อาศัย อาชีพ การศึกษา ขนาดครอบครัว สถานะ เชื้อชาติ ศาสนา และอื่นๆ</li>



<li><strong>แบ่งตามหลักภูมิศาสตร์ (Geographic Segmentation) </strong>ได้แก่ ประเทศ ภูมิภาค จังหวัด ภูมิอากาศ พื้นที่ในจังหวัด เช่น เมือง ชนบท หมู่บ้าน เป็นต้น</li>



<li><strong>แบ่งตามหลักจิตวิทยา (Psychographic Segmentation) </strong>ได้แก่ ไลฟ์สไตล์ บุคลิกภาพ ความชื่นชอบ สังคมนิยม เป็นต้น</li>



<li><strong>แบ่งตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ (Behavior Segmentation) </strong>ได้แก่ ความถี่ในการใช้ ความภักดีต่อสินค้า พฤติกรรมการเลือกซื้อ และอื่นๆ</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยกตัวอย่างเช่น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">นาย B ขายสร้อยคล้องแมสก์ลายดอกไม้ : กลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาซื้อสินค้าเป็นนักเรียนนักศึกษาผู้หญิง ที่มีอายุ 18 &#8211; 25 ปี รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 10,000 บาทขึ้นไป ตามหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งพบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ชื่นชอบ Instagram ในการเสพคอนเทนต์ และซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Shopee เป็นหลัก อีกทั้งยังชื่นชอบเหล่าบล็อกเกอร์สาวๆ แนวไลฟ์สไตล์มากเป็นพิเศษ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น นาย B สามารถวางกลยุทธ์การ<em>ขายออนไลน์</em>ได้ ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เปิดร้านผ่าน Shopee และทำคอนเทนต์ผ่านช่องทางทั้ง Facebook / Instagram แต่เน้นที่ Instagram เป็นหลัก</li>



<li>ตั้งราคาที่ไม่สูงเกินไปในระดับที่นักเรียน นักศึกษาสามารถซื้อได้</li>



<li>ใช้คนดังต่างๆในการโปรโมทสินค้า เพื่อให้เกิดการบอกต่อ และเป็นที่รู้จัก</li>



<li>ยิงโฆษณาออนไลน์เน้นในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา นนทบุรี ปทุมธานี เป็นต้น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามส่วนตลาด เราสามารถเลือกกลุ่มลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น หรือที่เรียกว่า Niche Market ซึ่งจะเหมาะกับสินค้าบางประเภท ที่เน้นการทำกำไรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า อย่างสินค้าประเภทของหายาก แรร์ไอเท็ม หรือสินค้าสะสม เป็นต้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. เทคนิคการเลือกช่องทางการขาย และการโปรโมทสินค้า</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องทางการขายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้คุณได้ และไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่งเท่านั้น คุณสามารถใช้หลายๆแพลตฟอร์มร่วมกันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายได้อีกด้วย ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มจะมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://pages.lazada.co.th/wow/i/th/sell-on-lazada/sell?exlaz=d_1:mm_150050845_51350203_2010350203::11:1986706484!70580421749!%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%20%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%20lazada!e!kwd-295055033405!c!!!!459486554530!&amp;gclid=Cj0KCQjwwuD7BRDBARIsAK_5YhVHz1qfcwjJ2rcDedpGWgfSpZBW2SEDA95eQuW9re9m3nUQX01mwVUaAg7nEALw_wcB" rel="nofollow">LAZADA</a> &#8211; แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสามารถเปิดร้านได้ฟรี ข้อดีคือ ระบบการจัดส่ง จัดเก็บสินค้า และระบบการจ่ายเงินที่สะดวกและปลอดภัย อีกทั้ง ยังมีโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าตลอดเวลา แต่ผู้ที่เปิดร้านบนแพลตฟอร์มนี้ได้ ต้องได้รับการยืนยันตัวตน และได้รับการอนุมัติแล้วเท่านั้น ทำให้ผู้ขายแต่ละคนที่อยู่บนแพลตฟอร์มนี้มีความน่าเชื่อถือและได้รับวางใจจากลูกค้า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://seller-rewards.shopee.co.th/joinShopeeForm?ref=gseo" rel="nofollow">Shopee</a> &#8211; แพลตฟอร์มที่ใครๆก็สามารถเปิดร้านได้ และยังขายได้ทั้งสินค้ามือหนึ่ง และมือสอง และเปิดร้านได้สะดวก และยังมีแคมเปญดึงดูดใจลูกค้ามาคอยช่วยซัพพอร์ตร้านค้าอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย&nbsp; ไม่ว่าจะเป็น โค้ดส่วนลด คูปองแทนเงินสด เหรียญ Coins และยังมีเกมส์ให้เล่นสนุกๆเพื่อรับรางวัล และยังมีฟังก์ชันการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อด้วยการติดดาวและรีวิว โดยร้านที่มีคะแนนดีก็จะได้รับการส่งเสริมการขายจากช้อปปี้ ด้วยฟังก์ชั่น “ร้านแนะนำ” ทำให้เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น และยังมีการเชื่อมต่อกับบริการขนส่งทั่วประเทศ ทำให้ไม่ผู้ซื้อ – ผู้ขาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถส่ง – รับสินค้าได้สะดวกอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://linemyshop.com/" rel="nofollow">Line My Shop</a> &#8211; แพลตฟอร์มที่ผู้ซื้อขายสามารถสร้างออเดอร์ให้ลูกค้าได้ทันทีเมื่อลูกค้าสนใจสินค้าต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆที่ต้องรอลูกค้าสั่งซื้อเข้ามาเท่านั้น ยังมีระบบแจ้งเตือนสถานะของใบสั่งซื้อให้ลูกค้าผ่าน Line Chat ทำให้ติดตามสถานะได้ง่ายขึ้น มีฟีเจอร์จัดการแคตตาล็อก และสต็อกแบบ Realtime สามารถกำหนดจำนวนได้ง่ายอีกด้วย และยังสมัครง่าย ไม่มีค่า GP ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่กำลังมาแรงมากในตอนนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากการขายบนแพลตฟอร์ม E-commerce ต่างๆ แล้วการทำการโปรโมทบน Social Media จะสามารถช่วยเพิ่มยอดขาย และเพิ่มการรับรู้ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://www.facebook.com/" rel="nofollow">Facebook</a>&nbsp; &#8211; แพลตฟอร์มยอดนิยมของคนไทย ที่ไม่ว่าใคร <strong>ขายของออนไลน์ 2021</strong> ใครๆก็ทำกัน ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการทำคอนเทนต์สร้างการรับรู้ หรือการลงสินค้าใน Marketplace อีกทั้งยังสามารถทำโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการได้อีกด้วย และยังเป็นช่องทางที่ง่ายที่สุด การขายใน Facebook ให้ได้ยอดขายดี วิธีที่ได้รับผลลัพธ์ดี คือการโพสต์ขายในกลุ่มต่างๆ ที่เปรียบเสมือนคอมูนิตี้ของคนต่างๆ เช่น หากคุณเป็นเจ้าของร้านขายหนังสือ ลองค้นหากลุ่ม ซื้อ &#8211; ขาย หนังสือ ก็จะมีคนจำนวนมากที่สนใจสินค้าเกี่ยวกับหนังสืออยู่ เพียงแค่โพสต์ลงในกลุ่มนั้นๆได้แล้ว หรือการทำ Facebook Live แล้วแชร์ลงบนเพจ หรือกลุ่มต่างๆก็เป็นอีกเทคนิคที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าด้วย และยังมี Facebook Marketplace ที่สามารถลงขายสินค้าได้และมีผู้ใช้งานจริงหลายล้านคนอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://www.instagram.com/" rel="nofollow">Instagram</a> &#8211; การเปลี่ยนบัญชีธรรมดาเป็นบัญชีธุรกิจก็จะสามารถขายของได้อย่างมืออาชีพ ซึ่ง Instagram มีฟังก์ชันที่สำคัญอย่างแฮชแท็กที่จะช่วยให้ร้านเกิดทราฟิกได้มากขึ้น ซึ่งแต่ละโพสต์ที่ติดแฮชแท็กที่เหมาะสมไว้ จะสามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้มากถึง 12.6% ซึ่งควรเลือกเฉพาะแฮชแท็กที่มีจำนวนคนชมมหาศาล และแฮชแท็กที่มีคนใช้น้อยๆก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเจอสินค้าของเราได้ง่ายมากขึ้น อีกทั้งยังมี Instagram Shopping ที่สามารถแท็กสินค้าบนภาพพร้อมชื่อ และราคาได้อีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://line.me/" rel="nofollow">Line</a> &#8211; ช่องทางไลน์ เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจและควรมี เพราะนอกจากจะสามารถสร้างร้านค้าบน Line shopping ได้แล้ว ยังสามารถแชทพูดคุยกับลูกค้าได้สะดวก และยังทำการบรอดแคสต์โปรโมชั่น หรือสินค้าใหม่ๆกับลูกค้าได้เรื่อยๆอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://www.tiktok.com/th-TH/" rel="nofollow">TikTok</a> &#8211; การทำคอนเทนต์บน TikTok จะแตกต่างจากคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มอื่นๆตรงที่เน้นความกระชับ รวดเร็ว และเทรนดี้ คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มนี้เป็นเรื่องท้าทาย แต่มักจะทำให้เกิดการตอบโต้ได้ง่าย อย่างการติด Hashtag ทำคอนเทนต์ให้เข้ากับเทรนด์ หรือนำเรื่องต่างๆที่กำลังอยู่ในกระแส มาเชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจก็จะทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น และสามารถสร้างฐานลูกค้า แฟนคลับ และผู้ติดตามได้จำนวนมาก และรวดเร็วกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ ยังมีช่องทางการขายสินค้าอื่นๆอีกมากมาย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://thewisdom.co/content/10-free-online-channels/">10 ช่องทางการขายออนไลน์ (Place) ลงขายสินค้าได้ฟรี ไม่เสียเงิน</a></p>



<h3 class="wp-block-heading">5. เทคนิคการโปรโมทสินค้าให้ได้ยอดขายงาม กําไรเยอะ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">การโปรโมทสินค้าถือเป็นสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายบนร้านค้า เพราะนอกจากการแข่งขันแล้ว ลูกค้าจะชื่นชอบโปรโมชั่นต่างๆ เช่น ลดราคา ส่งฟรี หรือซื้อ 1 แถม 1 มากเป็นพิเศษ ซึ่งการกระตุ้น หรือการโปรโมทนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>การโปรโมทด้วยโปรโมชั่น</strong> ตามวันพิเศษ หรือเทศกาลต่างๆเช่น 6.6 Mid year Sale หรือ Black Friday ลด 50% แล้วสื่อสารผ่าน<em>ช่องทางออนไลน์</em>อย่าง Facebook, Instagram, LineOA ก็จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกสนใจ และตื่นเต้นกับราคาพิเศษ และกระตุ้นให้เกิดการซื้อมากกว่าเดิม&nbsp;</li>



<li><strong>การทำคอนเทนต์ด้วยวิดีโอ</strong> จะช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพสินค้าในร้านของคุณได้ชัดเจนมากขึ้น และเกิดการมีส่วนร่วม และเกิดการแชร์ได้ง่าย สร้างการรับรู้ให้ร้านของคุณได้ดีมากๆ หรืออีกหนึ่งวิธีเลยคือการทำ Live เช่น Facebook Live หรือ IG Live พร้อมทั้งสอดแทรกโปรโมชั่นต่างๆไว้ในไลฟ์ก็จะทำให้ขายดีมากขึ้น</li>



<li><strong>การทำคอนเทนต์ด้วยรูปภาพต่างๆ </strong>การลงรูปหรือคอนเทนต์ต่างๆบน Social Media สม่ำเสมอ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น การแพ็คของส่งวันนี้ ออเดอร์วันนี้ สินค้าใหม่วันนี้ หรือสาระดีๆ ที่เหมาะกับสินค้าคุณ เช่น หากคุณขายหน้ากากอนามัย วิธีที่ใส่หน้ากากอนามัยให้พอดี และป้องกันได้จริง เป็นต้น<br>หากโพสต์สินค้าหรือโปรโมชั่นแล้วควรลิ้งค์ไปยังหน้าสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดซื้อสินค้าได้ทันที โดยไม่ต้องส่งข้อคความหรือรอแอดมินตอบ เป็นการช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อของออนไลน์จากร้านคุณได้เร็วขึ้น และเพิ่มยอดขายได้อีกด้วย&nbsp;</li>



<li><strong>การยิงโฆษณา </strong>จะช่วยให้เจอกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น และคุ้มค่า อีกทั้งยังสามารถสร้างลูกค้าใหม่ๆได้ด้วย หากมี Facebook, LineOA, Instagram, TikTok อยู่แล้วก็สามารถยิงแอดหรือลงโฆษณาได้เลย&nbsp;</li>



<li><strong>การสร้างแคมเปญต่างๆ </strong>ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับการขายบนช่องทางออนไลน์ ที่จะสร้างการมีส่วนร่วมกับร้านค้าของคุณ อย่างเช่น กิจกรรมแจกของรางวัล อย่างกดไลค์ กดแชร์ กดคอมเมนต์ แท็กเพื่อน ก็จะได้รับรางวัลไป ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพมากๆ ที่จะสร้างฐานลูกค้า และสร้างการเยี่ยมชมร้านค้าตามช่องทางออนไลน์ต่างๆ และยังช่วยเพิ่มยอดผู้ติดตาม และเพิ่มยอดขายไปได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างดี&nbsp;</li>



<li><strong>LOYALTY Program </strong>เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยสร้างการเกิดการซื้อซ้ำได้บ่อยๆ และดึงดูดลูกค้าให้กลับมาหาร้านค้าได้เรื่อยๆ เช่น การสะสมแต้ม ซื้อครั้งที่ 2 ลด 10% การแนะนำเพื่อนได้รับ cash back หรือการลงภาพที่ใช้งานพร้อมแท็กร้าน ก็นับว่าเป็นการสร้าง Loyalty Program ที่จะสร้างยอดขายได้เรื่อยๆ&nbsp;</li>



<li><strong>การจ้างรีวิว </strong>ด้วยการติดต่อเหล่าบล็อกเกอร์ หรือ Influencer ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการช่วยโปรโมทสินค้าซึ่งมีทั้งฟรี และมีค่าใช้จ่าย ด้วยการให้คนดังพูดถึงหรือทดลองใช้สินค้าของคุณ แต่ต้องมั่นใจด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายที่ติดตามคนดังเหล่านั้นตรงกับกลุ่มคนที่จะซื้อสินค้าคุณจริงๆ รวมถึงต้องตรวจสอบด้วยว่ามีคนมีส่วนร่วมกับโพสต์ขงอ Influencer นั้นมากน้อยแค่ไหน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้ คุณต้องมั่นใจว่าสินค้าของคุณมีความเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เพราะเมื่อมีออเดอร์เข้ามาจากทุกช่องทางแล้ว มีโอกาสที่สินค้าคุณจะหมด และไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจทำให้ลูกค้าผิดหวัง และไม่กลับมาซื้อของอีกเลย</p>



<h3 class="wp-block-heading">6. เทคนิคการเลือกช่องทางการชำระเงินที่เหมาะสม</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากการเลือกธนาคารที่มีดอกเบี้ยเงินฝากสูงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงค่าธรรมเนียมการโอน และระบบการจัดการการชำระเงิน ทั้งการตรวจสอบการโอนเงินด้วยสลิป หรือระบบอัตโนมัติก็จะช่วยให้ร้านค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต หรือผ่าน Paypal ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่จะสร้างความสะดวก และทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการชำระเงินได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งในไทยจะมีช่องทางที่นิยมดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การโอนเงินผ่านธนาคารต่างๆ หรือ Mobile Banking</li>



<li>บัตรเดบิต/บัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ</li>



<li>การชำระเงินผ่าน PayPal</li>



<li>การชำระเงินผ่าน TrueWallet</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading">7. การเลือกช่องทางจัดส่งสินค้า</h3>



<p class="wp-block-paragraph">แน่นอนว่าการ<strong>ขายของออนไลน์</strong>ต้องมาคู่กับการจัดส่งสินค้า ซึ่งนับเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง เราจึงต้องพิจารณาบริการขนส่ง ไม่ว่าจะเอกชนหรือไปรษณีย์ไทยก็จะมีการวางระบบของรอบการส่งสินค้าที่แตกต่างกัน รวมไปถึงระบบแจ้ง Tracking No. ให้ลูกค้าอีกด้วย ซึ่งมีสิ่งที่ต้องพิจารณา ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ต้นทุนการแพ็คสินค้า &#8211; ไม่ว่าจะเป็นกล่องบรรจุ อุปกรณ์กันกระแทก การเดินทางไปส่งสินค้า ล้วนเป็นต้นทุนที่ต้องนำมาคำนวน และอย่าลืมด้วยว่าการแพ็คสินค้าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้อีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ระยะเวลาการขนส่ง &#8211; บริษัทขนส่งจะมีการวางระบบที่แตกต่างกัน รวมไปถึงระยะเวลาการจัดส่งสินค้า รวมไปถึงการแจ้ง Tracking No. ให้ลูกค้าทราบ และติดตามได้สะดวกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าขนส่ง &#8211; ค่าขนส่งที่ต้องจ่ายให้กับบริษัทขนส่งขึ้นอยู่กับน้ำหนัก และจังหวัดจึงต้องมีการคิดคำนวนให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วิธีการคิดค่าขนส่ง&nbsp;</strong></h4>



<p class="wp-block-paragraph">ประกอบด้วยปัจจัย 2 อย่าง ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ระยะทาง &#8211; แต่ละจังหวัด หรืออำเภอจะมีค่าขนส่งที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งหากลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ไกลจากภูมิภาคที่เราอยู่</li>



<li>ขนาด (กว้างxยาวxสูง) และน้ำหนักของสินค้า &#8211; ถ้าหากขายสินค้าที่ไม่ได้มีน้ำหนักมากสามารถเลือกบริการขนส่งที่ไหนก็ได้ เพราะค่าจัดส่งไม่แตกต่างกันมากนัก แต่หากเลือกขายสินค้าที่มีน้ำหนักมา โดยเทคนิคง่ายๆคือเลือกใช้กล่องพัสดุที่มีขนาดพอดีกับสินค้า และไม่ใหญ่จนเกินไปจะช่วยลดค่าขนส่งได้ส่วนหนึ่ง</li>
</ol>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ตัวอย่างค่าบริการขนส่งของแต่ละบริษัท</strong></h4>



<p class="wp-block-paragraph"><strong></strong><strong>ไปรษณีย์ไทย&nbsp;</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>น้ำหนักสินค้าตั้งแต่ 0- 500 กรัม&nbsp; ทั้งแบบซองและแบบพัสดุภายในประเทศ<br>มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 52 บาท (ไม่รวมค่าบรรจุภัณฑ์)</li>



<li>น้ำหนักตั้งแต่ 501 – 1000 กรัม&nbsp; ทั้งแบบซองและแบบพัสดุภายในประเทศ<br>มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 67 บาท (ไม่รวมค่าบรรจุภัณฑ์)&nbsp;</li>



<li>น้ำหนักตั้งแต่ 1001 – 1500 กรัม&nbsp; ทั้งแบบซองและแบบพัสดุภายในประเทศ<br>มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 82 บาท (ไม่รวมค่าบรรจุภัณฑ์)&nbsp;</li>



<li>น้ำหนักตั้งแต่ 1501 – 2000 กรัม&nbsp; ทั้งแบบซองและแบบพัสดุภายในประเทศ<br>มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 97 บาท (ไม่รวมค่าบรรจุภัณฑ์)&nbsp;</li>



<li>น้ำหนักตั้งแต่ 2001 – 2500 กรัม&nbsp; ทั้งแบบซองและแบบพัสดุภายในประเทศ<br>มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 122 บาท (ไม่รวมค่าบรรจุภัณฑ์ )&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Kerry Express เคอรี่ เอ็กซ์เพรส</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นบริษัทขนส่งที่คำนวณค่าบริการ โดยอิงจากขนาดของบรรจุภัณฑ์และน้ำหนัก ซึ่งมีอัตราค่าบริการดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>กล่อง Size S ต้องมีขนาดไม่เกิน 60 เซนติเมตร น้ำไม่เกิน 5 กิโลกรัม มีค่าบริการไม่เกิน 70 บาท น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม มีค่าบริการไม่เกิน 90 บาท</li>



<li>กล่อง Size M ต้องมีขนาดไม่เกิน 90 เซนติเมตร น้ำไม่เกิน 10 กิโลกรัม มีค่าบริการไม่เกิน 90 บาท น้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม มีค่าบริการไม่เกิน 170 บาท</li>



<li>กล่อง Size L ต้องมีขนาดไม่เกิน 120 เซนติเมตร น้ำไม่เกิน 15 กิโลกรัม มีค่าบริการไม่เกิน 170 บาท น้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม มีค่าบริการไม่เกิน 250 บาท</li>



<li>กล่อง Size XL ต้องมีขนาดไม่เกิน 150 เซนติเมตร น้ำไม่เกิน 20 กิโลกรัม มีค่าบริการไม่เกิน 250 บาท</li>



<li>ถุงพลาสติก น้ำหนักไม่เกิน 3 กิโลกรัม มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ 60 บาท (ไม่รวมค่าบรรจุภัณฑ์)</li>



<li>ซองเอกสารทุกประเภท น้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม มีค่าบริการอยู่ที่ 40 บาท ไม่เกิน 3 กิโลกรัมมีค่าบริการอยู่ที่ 60 บาท</li>



<li>บริการรับพัสดุถึงที่ มีอัตราค่าบริการชิ้นละ 30 บาท บริการส่งก่อนเที่ยง (AM) โดยคิดราคาเพิ่มชิ้นละ 50 บาท</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">8. การคำนวนต้นทุน และตัวเลขทางบัญชีเบื้องต้น</h3>



<p class="wp-block-paragraph">การคำนวนต้นทุนเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยเช็คกำไรขาดทุนได้ ยังดูได้ด้วยว่าสินค้าไหนได้รับความนิยมในร้าน และสร้างกำไรได้มากกว่าสินค้าตัวอื่นๆ เพื่อนำไปโปรโมทดึงดูดลูกค้า สูตรการทำบัญชี และคำนวนต้นทุน กำไร สำหรับร้านค้าออนไลน์แบบการคำนวนจุดคุ้มทุน (Break Even Point) ถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการทำธุรกิจออนไลน์ เพราะมีเพียง 2 ปัจจัย ได้แก่ ต้องขายเท่าไหร่ถึงจะได้กำไร และต้องขายจำนวนเท่าไหร่ถึงจะคุ้มทุน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งการคำนวนต้นทุน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ต้นทุนผันแปร (Variable Cost &#8211; VC) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามการลงทุนอื่นๆ เช่น ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าแพ็คเกจ ค่ากล่องขนส่ง เป็นต้น</li>



<li>ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost &#8211; FC) ที่มีตัวเลขตายตัว และคงที่ตลอด เช่น ต้นทุนสินค้าต่อชิ้น ค่าอินเตอร์เน็ต เป็นต้น</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ยกตัวอย่าง นาย&nbsp; A ขาย หน้ากากอนามัย&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ต้นทุนผันแปร<br>&#8211; เดือนมิถุนายน รับสินค้ามา 1,000 ชิ้น รวม 3,000 บาท<br>&#8211; ค่าโฆษณา 2,000 บาท<br>&#8211; ค่าบรรจุภัณฑ์ 1,000 บาท</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น 6 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">ต้นทุนคงที่<br>&#8211; ค่าจ้างพนักงานแพ็คสินค้า 5,000 บาท</p>



<h3 class="wp-block-heading">9. วิธีการคำนวนราคาขายของออนไลน์</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ราคาสินค้าต่อชิ้น = [ต้นทุนคงที่ + (ต้นทุนผันต่อชิ้นxปริมาณสินค้า)]/100</p>



<p class="wp-block-paragraph">= [5,000 + (6&#215;1,000)]/100</p>



<p class="wp-block-paragraph">= 110 บาท/ชิ้น&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วิธีการคำนวนจุดคุ้มทุน</strong></h4>



<p class="wp-block-paragraph">จุดคุ้มทุน(จำนวนหน่วย) = ค่าใช้จ่ายคงที่ / (ราคาขายต่อหน่วย-ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย)</p>



<p class="wp-block-paragraph">= 5,000 / (110-6)</p>



<p class="wp-block-paragraph">= 48.08 ชิ้น หรือ 49 ชิ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น นาย A ต้องขายสินค้า ราคามากกว่า 110 บาท และขายให้ได้มากกว่า 49 ชิ้นต่อเดือนจึงจะคุ้มทุน และมีกำไร</p>



<h3 class="wp-block-heading">10. ภาษีขายของออนไลน์ ฉบับง่ายสำหรับการขายของ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผู้ที่ค้า<strong>ขายออนไลน์</strong>แต่ไม่ได้จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 หรือเงินได้จากการค้าขาย โดยต้องยื่นเสียภาษี 2 ช่วง คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ยื่นภาษีสิ้นปี เดือน ม.ค. – มี.ค. (เป็นการสรุปรายได้รวมทั้งหมดของปีที่ผ่านมา)</li>



<li>ยื่นภาษีกลางปี เดือน ก.ค. – ก.ย. (เป็นการสรุปรายได้ในช่วงครึ่งปีภาษีแรก ค่าลดหย่อนบางรายการจะถูกหักเหลือครึ่งหนึ่ง)</li>
</ul>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>วิธีการคำนวนภาษี สำหรับร้านค้าออนไลน์ ภาษีหลักๆ จะมีอยู่ 2 แบบ</strong></h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>เสียภาษีแบบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</li>



<li>เสียภาษีแบบนิติบุคคล (กรณีนี้สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่มีการจดทะเบียนเป็นบริษัท)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่มักจะไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ จึงต้องเสียภาษีแบบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีสูตรดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>(รายได้ &#8211; ค่าใช้จ่าย &#8211; ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าใช้จ่ายที่นำมาคิดภาษี</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>หักค่าใช้จ่ายตามอัตรา 60% สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ซื้อมา ขายไป ไม่ได้ผลิตเอง</li>



<li>หักค่าใช้จ่ายตามจริง สำหรับร้านค้าที่ผลิตสินค้าเอง</li>



<li>หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา คือ คิดภาษี 0.5% สำหรับผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาท</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การลดหย่อนภาษี ภาษีขายของออนไลน์</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">รายการค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่สรรพากรประกาศให้นำมาหักลบกับรายได้ เพื่อให้เราคำนวณ รายได้สุทธิ ออกมากและนำไปเปรียบเทียบคิดภาษีกับตารางอัตราภาษี หรือ คำนวณภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งสามารถดูรายการที่ใช้ลดหย่อนได้ที่ เว็บไซต์ของ<a href="https://rdserver.rd.go.th/publish/index.php" rel="nofollow">กรมสรรพากร</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เงินได้สุทธิต่อปี</strong><strong></strong> <strong>อัตราภาษี</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">0 &#8211; 150,000 *ได้รับการยกเว้นภาษี*</p>



<p class="wp-block-paragraph">150,001 &#8211; 300,000 5%</p>



<p class="wp-block-paragraph">300,001 &#8211; 500,000 10%</p>



<p class="wp-block-paragraph">500,001 &#8211; 750,000 15%</p>



<p class="wp-block-paragraph">750,001 &#8211; 1,000,000 20%</p>



<p class="wp-block-paragraph">1,000,001 &#8211; 2,000,000 25%</p>



<p class="wp-block-paragraph">2,000,001 &#8211; 5,000,000 30%</p>



<p class="wp-block-paragraph">5,000,001 บาทขึ้นไป 35%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หมายเหตุ: กรณีที่พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วยนะคะ โดยปัจจุบันยังจัดเก็บอยู่ที่ 7% นั่นเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยกตัวอย่าง </strong>นาย A มีรายได้จากการขายหน้ากากอนามัยออนไลน์ 1 ล้านบาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">ใช้วิธีการคำนวนภาษีด้วยการหักค่าใช้จ่ายตามอัตรา 60% สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่ซื้อมา ขายไป ไม่ได้ผลิตเอง เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท และมีค่าลดหย่อนส่วนตัวตาม<a href="https://rdserver.rd.go.th/publish/index.php">กรมสรรพากร</a>กำหนดอีก 40,000 บาท ดังนั้น นาย A ต้องเสียภาษี คำนวนได้ ดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>(รายได้ &#8211; ค่าใช้จ่าย &#8211; ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย</strong>&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(1,000,000 &#8211; 600,000 &#8211; 60,000) x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">(340,000) x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เงินได้สุทธิต่อปี</strong><strong></strong> <strong>อัตราภาษี</strong><strong> </strong><strong></strong><strong>เทียบอัตรา</strong><strong></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">0 &#8211; 150,000 *ได้รับการยกเว้นภาษี* ได้รับยกเว้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">150,001 &#8211; 300,000 5% 7,500 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">300,001 &#8211; 500,000 10% 4,000 บาท (จากจำนวน 300,001 &#8211; 340,000 บาท)</p>



<p class="wp-block-paragraph">500,001 &#8211; 750,000 15%</p>



<p class="wp-block-paragraph">750,001 &#8211; 1,000,000 20%</p>



<p class="wp-block-paragraph">1,000,001 &#8211; 2,000,000 25%</p>



<p class="wp-block-paragraph">2,000,001 &#8211; 5,000,000 30%</p>



<p class="wp-block-paragraph">5,000,001 บาทขึ้นไป 35%</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น นาย A ต้องเสียภาษี เท่ากับ 7,500+4,000 = 11,500 บาทนั่นเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading">11. เทคนิคการบริหารเวลาในการขายของ (Time Management)</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคนี้ยิ่งไว ยิ่งได้เปรียบ ไม่ว่าการ<em>ขายของออนไลน์</em>จะเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ควรมีแผนการวางแผนเวลาให้ดี เพราะความต้องการของลูกค้ามักมีเวลาจำกัดเสมอ ดังนั้น การตอบไว การส่งไว จึงเป็นเรื่องสำคัญ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>วางระบบร้านให้ดี จะช่วยบริหารเวลาได้<br>ระบบร้านเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งเวลาในการตอบลูกค้า เวลาแพ็คของ เวลาปิดรอบ และเวลาส่งไปรษณีย์ หากคุณวางเวลาให้ชัดเจนและยึดถือเวลาเหล่านี้เป็นหลักก็จะช่วยให้ประหยัดเวลาได้มากขึ้น</li>



<li>ทำ To do list สิ่งที่ต้องทำ<br>เพราะการมีเป้าหมายในทุกๆวันจะช่วยให้เราไม่หลุดโฟกัส และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และเป็นขั้นตอน โดยไม่ต้องใช้เวลานั่งทบทวนสิ่งที่ต้องทำอยู่บ่อยๆ และยังสามารถเก็บรายละเอียดงาน รายการต่างๆ หรือแม้แต่ออเดอร์ได้ไม่มีตกหล่น</li>



<li>ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่างๆที่จะเข้ามาช่วยให้การทำงานหรือการขายของง่ายขึ้น และยังช่วยซัพพอร์ตให้เราประหยัดเวลามากขั้น ตัวอย่างเช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อยากทำภาพสวยๆสำหรับโฆษณา คุณสามารถเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง Canva</li>



<li>หากคุณมีออเดอร์เยอะจนเขียนชื่อลูกค้าทุกคนไม่ไหว ลองเปลี่ยนมาใช้ เครื่องปริ้นท์สติกเกอร์แทน</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">12. เทคนิคการสร้างความน่าเชื่อถือในการขายของออนไลน์</h3>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งสำคัญที่ควรทำในการ<em>ขายของออนไลน์</em>ที่จะทำให้ลูกค้าเชื่อถือและมั่นใจในร้านและสินค้า และสร้างโอกาสให้กับร้านค้าได้ มีดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แจ้งราคาสินค้าและรายละเอียดสินค้าครบถ้วน<br>การใส่ราคา และรายละเอียดชัดเจน เป็นการแสดงความจริงใจต่อลูกค้าที่จะช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจและวางใจร้านค้าของคุณได้มากขึ้น เพราะหากลูกค้าพบว่าสินค้าที่ขายไม่ได้มีราคา หรือรายละเอียดมากพอก็จะตัดสินใจเลื่อนผ่าน หรือไม่ซื้อทันที ทำให้เสียโอกาสในการขายไป ดังนั้น ร้านค้าจึงควรระบุราคาและรายละเอียด หรือเงื่อนไขต่างๆให้ชัดเจน</li>



<li>ระบุที่อยู่ของผู้ขาย หรือหน้าร้าน<br>ลูกค้าจะรู้สึกปลอดภัย และติดตามได้ หากร้านใส่ที่อยู่ที่สามารถติดตามได้ชัดเจน และจะได้รับความสนใจมากกว่า แต่หากเป็นร้านที่ไม่มีหน้าร้าน ก็สามารถใส่ที่อยู่บ้าน หรือที่อยู่ที่ติดต่อได้จริงก็จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น</li>



<li>ข้อมูลของผู้ขาย<br>การทำคอนเทนต์ขายสินค้าที่มีเจ้าของร้าน หรือพนักงานให้เห็นจะทำให้ได้รับความน่าสนใจ และสร้างความไว้ใจและเพิ่มโอกาสในการขายได้อีกด้วย</li>



<li>เบอร์โทรที่สามารถติดต่อได้<br>บางครั้งลูกค้าจะติดต่อผู้ขายผ่านโทรศัพท์ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถติดต่อได้จริง ซึ่งหากติดต่อแล้วผู้ขายสามารถตอบคำถามได้ ก็สามารถปิดการขายผ่านโทรศัพท์ได้ทันที แต่หากติดต่อไม่ได้ ไม่มีคนรับสาย หรือไม่มีการติดต่อกลับ อาจทำให้ลูกค้าสูญเสียความมั่นใจ และไม่อยากซื้อสินค้านั้นอีกเลย</li>



<li>มีหลักฐานการซื้อขาย<br>การทำการซื้อขายบนออนไลน์ มักจะต้องมีรายการสั่งซื้อและการแจ้งชำระเงินที่น่าเชือถือ เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีการซื้อขายกันจริง ซึ่งสามารถเก็บบันทึกไว้เป็นหลักฐานได้</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">สรุป แม้การขายของจะดูเหมือนมีเรื่องมากมายให้คุณต้องทำ แต่การเริ่มต้นด้วยการวางแผน ศึกษา และวิเคราะห์จะช่วยให้การ<em><strong>ขายของออนไลน์ในปี 2023 </strong></em>ของคุณง่ายขึ้น และมีโอกาสที่จะเติบโตพร้อมยอดขายพุ่ง กําไรเยอะ เป็นที่รู้จัก อีกทั้ง ยังช่วยให้การลงทุนคุ้มค่า ไม่เสียเปล่าด้วย</p>
<p>The post <a href="https://thewisdom.co/content/how-to-start-selling-online/">ขายของออนไลน์ 2023 อยากขายของ แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี (ฉบับสมบูรณ์)</a> appeared first on <a href="https://thewisdom.co">The Wisdom Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://thewisdom.co/content/how-to-start-selling-online/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
